กลับหน้าแรก
  วิทยาลัยอิสลามศึกษา มอ.ปัตตานี  
วิทยาลัยอิสลามยะลา
 
เกี่ยวกับเวปไซด์นี้
 
คำถามที่ถามบ่อย
 
มีข้อข้องใจ
 
 
 

         หลังจากท่านอาลี เคาะลีฟะฮ์อัรรอชิดูน คนที่ 4 เสียชีวิต ท่านหะสัน บุตรของท่านอาลีได้รับเลือกตั้งเป็นเคาะลีฟะฮ์คนต่อไป แต่ดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ได้ไม่กี่เดือนก็ยอมสละตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ให้แก่ท่านมุอาวียะฮ์ อิบนุ อบี สุฟยาน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพในรัฐอิสลาม พร้อมกับหลีกเลี่ยงความแตกแยกและการสูญเสียเลือดระหว่างชาวมุสลิมด้วยกันมากกว่านี้

          ท่านมุอาวิยะฮ์เป็นเคาะลีฟะฮ์องค์แรกในราชวงศ์อุมัยยะฮ์ ท่านสืบเชื้อสายจากตระกูล อุมัยยะห์ บุตรของอับดุซซัม ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “ ราชวงศ์อุมัยยะฮ์ ” ในสมัยการปกครองของราชวงค์อุมัยยะฮ์ ท่านมุอาวียะฮ์ ได้เปลี่ยนรูปแบบการปกครองจากสาธารณรัฐเป็นราชอาณาจักร ท่านทำให้ตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์กลายเป็นตำแหน่งกษัตริย์โดยการสืนสันติวงค์ ท่านได้ทรงแต่งตั้งยะซิด โอรสของท่านให้เป็นกษัตริย์ ต่อมาการแต่งตั้งแบบนี้ได้กลายเป็นตัวอย่างการแต่งตั้งเคาะลีฟะฮ์มาตลอดราชวงค์อุมัยยะฮ์ ทั้งราชวงศ์อับบาสียะฮ์และอื่นๆ อีกด้วย ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าท่านเป็นผู้สร้าง ตำแหน่งกษัตริย์โดยการสืนสันติวงค์ขึ้นในประวัติศาสตร์ของอิสลาม การปกครองแบบประชาธิปไตยระหว่างเผ่าของเคาะลีฟะฮ์ท่านก่อนๆก็หมดสิ้นไป กลายเป็นการปกครองแบบกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราช

ราชวงศ์อุมัยยะฮ์ได้มีเคาะลีฟะฮ์ทั้งหมด 14 องค์ ซึ่งปกครองตั้งแต่ปี ฮ . ศ . 41-132 หรือ ค . ศ . 661-750 มีอาณาเขตการปกครองครอบคลุมทั้ง 3 ทวีป คือ

1 ทวีปเอเชียไปถึงเมืองจีน และเมืองกาบูล ซึ่งพิชิตโดยมูฮำหมัด บิน กอซิม

2. ทวีปยุโรป ไปถึงเมืองอันดาลุส ประเทศสเปนในปัจจุบัน ซึ่งพิชิต โดย ตอริก บิน ซียาด

3. ทวีปแอฟริกา ไปถึง ประเทศที่ติดอยู่กับทะเลแอตแลนติก

          โดยมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่ชามหรือประเทศซีเรียในปัจจุบัน เมื่อได้ขึ้นมาเป็นเคาะลีฟะฮ์แล้วท่านมุอาวิยะฮ์ก็ได้อุทิศตนให้แก่การทำให้อาณาจักรอิสลามผนึกเข้าเป็นปึกแผ่นเรียกร้องความสามัคคีในชาติ ซึ่งแตกสลายและไร้ความสงบสุขมาตั้งแต่ท่านเคาะลีฟะฮ์อุษมานถูกฆาตกรรม เมื่อตั้งตัวได้สำเร็จแล้วท่านมุอาวิยะฮ์เริ่มหาทางพิชิตดินแดนอื่นๆ สานต่อจากเคาะลีฟะฮ์ในอดีต ท่านมุอาวิยะฮ์เป็นผู้บริหารที่ดี ทรงเป็นท่านแรกที่จัดตั้งกรมสารบรรณ (Diwan al-Khatam) และกรมไปรษณีย์ขึ้น จัดตั้งกองกำลังตำรวจและกองทหารองครักษ์ ทรงแต่งตั้งเจ้าเมืองให้ทำการบริหารส่วนท้องถิ่นและแต่งตั้งเจ้าหน้าที่พิเศษให้เป็นผู้บริหารเงินรายได้ของแผ่นดิน เมื่อท่านมุอาวิยะฮ์สิ้นชีพในปี ค . ศ . 680 ท่านยะซิดขึ้นมาเป็นเคาะลีฟะฮ์ หลังจากยะซิดสิ้นพระชนม์มุอาวิยะฮ์ที่ 2 โอรสของยะซิดได้ขึ้นมาเป็นเคาะลีฟะฮ์ต่อ แต่อยู่ในตำแหน่งได้ไม่นานก็สละตำแหน่งและสิ้นชีวิตไปในเวลาต่อมา ท่านมุอาวิยะฮ์ที่ 2 ไม่มีโอรสและไม่ได้แต่งตั้งใครเป็นรัชทายาท ฝ่ายราชสำนักจึงแต่งตั้งท่านมัรวาน อิบนุ อิลหากัม เป็นเคาะลีฟะฮ์ท่านที่ 4 แห่งราชวงศ์อุมัยยะฮ์ ท่านมัรวานครองราชย์อยู่ได้ไม่ถึงปีก็สิ้นพระชนม์และได้ทรงแต่งตั้งโอรสชื่ออับดุลมาลิกเป็นเคาะลีฟะฮ์ต่อไป

ภาพการประชุมที่ปรึกษาสุลต่าน
สมัยมุอาวียะฮ์

            เมื่ออับดุลมาลิก ( ค . ศ . 685 – 705) สามารถปราบปรามกลุ่มที่เป็นปรปักษ์ต่อตนเองได้เสร็จสิ้นแล้ว ท่านได้เริ่มงานบูรณะความเป็นระเบียบภายในราชอาณาจักรอิสลาม พระองค์ได้ทำการปฏิรูปและนำเอามาตรการการบริหารแผ่นดินใหม่ๆ มาใช้ ท่านทรงปฏิรูปเหรียญอาหรับใหม่ ทั้งเหรียญเงินและเหรียญทองแดง ซึ่งมีชื่อว่าดินาร์ ดิรฮัมและฟอล นอกจากนี้ในรัชสมัยของพระองค์ได้มีการปฏิรูปภาษาอาหรับโดยการนำเอาสระและเครื่องหมายจุดใส่ลงในตัวอักษรอย่างที่เห็นอยู่ ในปัจจุบันนี้ เคาะลีฟะฮ์อับดุลมาลิกสิ้นพระชนม์ในปี ค . ศ . 705 หลังจากครองราชย์ได้ 21 ปี

            เมื่ออับดุลมาลิกสิ้นพระชนม์ วะลีดที่ 1 ซึ่งเป็นโอรสก็ขึ้นครองราชย์ในดามัสกัส ท่านวะลีดที่ 1 นับเป็นเคาะลีฟะฮ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดท่านหนึ่งของโลกมุสลิม ในรัชสมัยของพระองค์ ( ค . ศ . 705–715) อาณาจักรอิสลามมีความเจริญรุ่งเรืองทั้งในและนอกประเทศ ท่านทรงปราบปรามการแข็งข้อของพวกชีอะฮ์และคอวาริจญ์จนราบคาบลง ราชอาณาจักรเต็มไปด้วยความสงบสันติ ทรงขยายอาณาจักรอิสลามออกไปอย่างกว้างขวาง เมืองบุคอรอ สมรขันฑ์ เมืองสินธ์ เอเชียกลางทั้งหมด แอฟริกาและสเปนต่างก็ตกอยู่ภายใต้การครอบครองของอาณาจักรอิสลาม อาณาจักรของท่านขยายจากชายแดนจีนไปจนถึงอ่าวบิสเคย (Biscay) และจากทะเลโอรอล (Oral Sea) ไปจนถึงเขตแดนกุจญ์ราตและบอมเบย์ในอินเดีย พระองค์ทรงสร้างโรงเรียนและโรงพยาบาล จัดหาเงินช่วยเหลือคนชราและคนพิการ จัดให้มีโรงพยาบาลคนตาบอดโดยเฉพาะ ในรัชสมัยของพระองค์ศิลปะและวัฒนธรรมเริ่มเจริญรุ่งเรือง พระองค์ทรงเป็นนักสร้างที่ยิ่งใหญ่ ทรงบูรณะและขยายมัสยิดแห่งมะดีนะฮ์และมัสยิดอัลอักซอในเยรูซาเล็ม พระองค์ทรงพัฒนาการค้าให้เจริญรุ่งเรืองและปลอดภัย นับได้ว่ารัชสมัยของเคาะลีฟะฮ์วะลีดที่ 1 ราชอาณาจักรอิสลามมีความสงบรุ่งเรืองและเจริญก้าวหน้ามากกว่าสมัยใดๆ ที่ผ่านมา เมื่อเคาะลีฟะฮ์วะลีดพี่ชายสิ้นชีพลง ท่านสุไลมานก็ขึ้นครองราชย์ พระองค์เป็นเคาะลีฟะฮ์ที่มีเมตตาต่อสหายแต่โหดร้ายต่อศัตรูมีชื่อเสียงในเรื่องฮาเร็มและการมีชีวิตอย่างหรูหรา ในรัชสมัยของพระองค์ ไม่มีอะไรที่เป็นคุณประโยชน์ที่โดดเด่นต่อราชอาณาจักรอิสลามมากนัก คุณประโยชน์อย่างเดียวที่ท่านทรงทำให้แก่รัฐอิสลามก็คือการแต่งตั้งให้ลูกพี่ลูกน้องของท่านที่ชื่อว่าอุมัร อิบนุ อัลอะซีซ เป็นเคาะลีฟะฮ์ ซึ่งเป็นเคาะลีฟะฮ์ที่ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งของอาณาจักรอิสลาม ท่านสุไลมาน สิ้นชีพหลังจากที่เป็นเคาะลีฟะฮ์ได้ 2 ปีกับอีก 5 เดือน

           ท่านอุมัรอิบนุ อัลอะซีซ ขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮ์ในปี ค . ศ . 717 ท่านเป็นอนุชาของอับดุลมาลิก บิดาของท่านเป็นผู้ปกครองอียิปต์มาเป็นเวลานานและมารดาของท่านเป็นหลานปู่ของเคาะลีฟะฮ์ อุมัร อิบนุ อัลค็อฏฏอบ ท่านเป็นเคาะลีฟะฮ์ที่เคร่งครัดในเรื่องศาสนาเป็นอย่างมาก ทรงบริหารอาณาจักรอิสลามอย่างยุติธรรมจนได้สมญานามว่า เคาะลีฟะฮ์อัรรอชิดูนคนที่ 5 ท่านพยายามจำกัดความไม่เสมอภาคระหว่างมุสลิมชาวอาหรับกับมุสลิมที่ไม่ใช่ชาวอาหรับ นอกจากนี้ท่านอุมัรได้ทรงแต่งตั้งบุคคลสำคัญๆ ขึ้นครองตำแหน่งสูงๆ โดยเลือกเอาผู้ที่เที่ยงธรรมและซื่อตรงเป็นสำคัญ ทั้งนี้เพื่อความสงบสุขแก่เหล่าประชาราษฎร์ที่อยู่ใต้ปกครอง พระองค์ทรงเห็นความสำคัญในการทำนุบำรุงดินแดนที่ได้มาครอบครองแล้วให้เจริญรุ่งเรืองมากกว่าที่จะขยายอาณาเขตให้กว้างไกลออกไปอีก ผลงานที่สำคัญอีกประการหนึ่งของท่านอุมัรก็คือ การรวบรวมหะดีษอย่างเป็นทางการ ตลอดการปกครองของท่านอุมัรประชาชนในราชอาณาจักรอิสลามทั้งชาวมุสลิมและผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมต่างก็มีความสุขและได้รับการปฏิบัติอย่างยุติธรรมกันทั่วหน้า

            เมื่อท่านอุมัรสิ้นชีพลงยะชีดที่ 2 ก็ขึ้นครองราชย์ ในรัชสมัยของท่านยะชีดที่ 2 เกิดกลุ่มกบฏต่างๆ ที่ไม่พอใจในตัวเคาะลีฟะฮ์ ประชาชนได้รับความเดือดร้อนและประเทศกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตในขณะเดียวกันเคาะลีฟะฮ์ไม่ค่อยสนใจในการบริหารประเทศมากนัก ระหว่างนั้นพวกอับบาสียะฮ์เริ่มมีอำนาจและแข็งข้อขึ้น ตอนแรกกระทำกันอย่างลับๆ แต่ต่อมาก็ทำอย่างเปิดเผยเพื่อโค่นล้มราชวงศ์อุมัยยะฮ์ลง ท่านฮิชามอนุชาของยะซีดที่ 2 ขึ้นครองราชย์ต่อจากท่านยะซีด ต้องเผชิญหน้ากับความยุ่งยากลำบากทั้งภายในและภายนอกประเทศ ในรัฐสมัยของท่าน การต่อสู้ระหว่างพวกอุมัยยะฮ์กับพวกอับบาสียะฮ์ดำเนินไปอย่างรุนแรง มีการก่อการจลาจลวุ่นวายทั่วราชอาณาจัก เคาะลีฟะฮ์ฮิชามสิ้นชีพในปี ฮ . ศ . 743

            เมื่อฮิชามสิ้นชีพ วะลีดที่ 2 ขึ้นครองราชย์ ในตอนแรกท่านพยายามเอาชนะใจประชาชน โดยการเพิ่มเงินช่วยเหลือแก่คนยากจน คนชราและคนพิการแต่ความโหดร้ายที่พระองค์ทรงมีต่อครอบครัวท่านอะลีและบนีฮาชิมก็ทำให้ชื่อเสียงของท่านฉาวโฉ่ไปทั่วประเทศ พระองค์ปกครองได้ไม่ถึงปีก็ถูกท่านยะซีดที่ 3 โอรสของเคาะลีฟะฮ์วะลีดที่ 1 ก่อการกบฏและถูกสังหารเสียชีวิต เมื่อวะลีดที่ 2 สิ้นชีพท่านยะซีดที่ 3 ผู้ก่อการกบฏก็ขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮ์ ท่านเป็นคนใจบุญและเคร่งศาสนา เมื่อครองราชย์ก็ได้สัญญาว่าจะปลดเปลื้องความเดือดร้อนของประชาชน จะลดภาษีและจะปราบปราบข้าราชการที่ทุจริตคดโกง แต่ท่านอยู่ในราชสมบัติไม่นานพอที่จะทำตามที่ทรงสัญญาไว้ได้ ท่านต้องผจญกับความยากลำบากนานาประการมาตั้งแต่ต้น มีการกบฏทั้งในปาเลสไตน์และแอฟริกา ท่านครองราชย์ได้แค่ 6 เดือนก็สิ้นพระชนม์ และท่านอิบรอฮีมอนุชาของยะซิดขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮ์แทน แต่ได้รับการยอมรับจากคนเพียงบางส่วนเท่านั้น จนกระทั่งท่านมัรวานที่ 2 ก่อรัฐประหารยึดอำนาจ เคาะลีฟะฮ์มัรวาน ที่ 2 หรือมัรวานอัลหิมาร์ ได้ย้ายเมืองหลวงจากดามัสกัสไปอยู่ที่ฮัรรอน ซึ่งทำให้ชาวซีเรียไม่พอใจและรวบรวมกำลังขึ้นต่อต้านเคาะลีฟะฮ์ ท่านมัรวานต้องผจญกับความยากลำบากต่างๆ นานา มีการกบฏในปาเลสไตน์ พวกคอวาริจญ์ก็แข็งข้อขึ้น และพวกบานีฮาชิมก็แพร่ขยายตัวออกไปอย่างน่ากลัว เกิดความครุ่นแค้นคุกรุ่นขึ้นทั่วราชอาณาจักรอุมัยยะฮ์ กองทัพซีเรียก็อ่อนแอลง ฉะนั้นสมัยของมัรวานจึงเต็มไปด้วยการต่อสู้ จนกระทั่งในปี ค . ศ . 750 อบูมุสลิมซึ่งเป็นตัวแทนการเคลื่อนไหวของกลุ่มอับบาสีย์พร้อมกับพรรคพวกได้ก่อกบฎและยึดเมืองคูราซาน (Khurasan) ได้สำเร็จ พร้อมกับขับไล่นัศร์ อิบนุ สัยยาร ซึ่งเป็นข้าหลวงของเคาะลีฟะฮ์มัรวานที่ 2 ประจำแคว้นคูราซานออกจากพื้นที่ การก่อกบฏและยึดอำนาจได้ขยายไปเรื่อยๆ ยังแคว้นอื่นๆ จนกระทั่งเคาะลีฟะฮ์มัรวานที่ 2 ซึ่งเป็นเคาะลีฟะฮ์องค์สุดท้ายของราชวงค์อุมัยยะฮ์ถูกสังหารเสียชีวิต เมื่อกลุ่มอับบาสีย์ประสบความสำเร็จในการยึดอำนาจและโค่นล้มราชวงศ์อุมัยยะฮ์ พวกเขาได้พยายามประหัตประหารล้างเผ่าพันธุ์ทุกคนในตระกูลอุมัยยะฮ์ มีคนในตระกูลอะมะวีย์ไม่กี่คนที่สามารถหนีรอดจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธ์นี้ได้ ในบรรดาผู้ที่หนีรอดเหล่านั้นคือท่านอับดุลเราะหมาน ซึ่งเป็นหลานปู่ของเคาะลีฟะฮ์ฮิซามได้หนีเอาชีวิตรอดไปที่แอฟริกาเหนือและต่อมาได้สร้างราชวงศ์อุมัยยะฮ์ที่สเปนขึ้น

               ด้านการศึกษาในสมัยราชวงค์อุมัยยะฮ์ เคาะลีฟะฮ์ จะให้ความสำคัญในด้านการศึกษา ตามหัวเมืองใหญ่ ได้แก่ มักกะฮ์ มะดีนะฮ์ บัสเราะฮ์ กูฟะฮ์ ซีเรีย อิสกันดัร (ประเทศสเปน) ฟุรตอต และอีกหลายๆเมืองในสมัยนั้น สาขาวิชาต่างๆที่เกิดขึ้นในสมัยอุมัยยะฮ์ได้แก่ วิชานาฮู (วิชาวสกยสัมพันธ์) แต่งขึ้นโดย อาบูอัลอัซวัด อัฎฎออาลี ที่เมืองบัสเราะฮ์ ได้มีการเรียบเรียงหาดิษจากบรรดาเหล่าศอฮาบะฮ์ และวิชาตัฟเซร โดยมีบรรดาอุลามาอฺหลายคนให้ความสำคัญกับวิชาตัฟเซร เช่น อับดุลลอฮ์ บิบ อับบาสและในสมัยนี้ได้มีการขยายความรู้ด้านวิชาสามัญ (วิชาการทางโลก) เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาเคมี การแพทย์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา เป็นต้น ผู้ที่มีความเชี่ยวชานในสาขาวิชาการแพทย์คือ อัล ฮาริษ อิบนุ กะลาดะฮ์ ผู้ที่มีชื่อเสียงสาขาวิชาเคมี คือ คอลิด อิบนุ ยะสีด และมีกำเนิดการทำฮาลาเกาะฮ์ ในมัสยิดเริ่มทำที่ มักกะฮ์ โดย อับดุลลอฮ์ บิน อับบาส

 

สถานศึกษาในสมัยอุมัยยะฮ์ ได้ แก่

1. ราชวัง เคาะลีฟะฮ์จะสร้างที่เฉพาะให้แก่ครู เพื่อเป็นสถานที่เล่าเรียนสำหรับเด็กๆในราชวัง

2. มัสยิด เป็นสถาบันที่เก่าแก่ที่สุดและมีทบบาทมากในสมัยอุมัยยะฮ์ส่วนใหญ่จะสอนวิชาศาสนา เช่น วิชาตัฟซีร หะดิษ และฟิกฮ์ เป็นต้น

3. บ้านผู้รู้ บ้านผู้รู้เป็นสถาบันการศึกษาถือเป็นสถาบันการศึกษาแห่งที่สำคัญในสมัยอุมัยยะฮ์

4.ทะเลทราย เป็นสถานที่ ที่ผู้คนในสมัยอุมัยยะฮ์ส่งลูกไปเรียนภาษาอาหรับ อันเป็นที่อยู่ของผู้รู้

 

งานสถาปัตยกรรมด้านต่างๆในสมัยอุมัยยะฮ์ บรรดาเคาะลีฟะฮฺจะให้ความสำคัญกันงาน ด้านสถาปัตยกรรมและ สถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นในสมัยนี้ไดแก่

1.โดมออฟเดอะร็อค (Dome of the Rock) สร้างขึ้นในสมัย เคาะลีฟะฮฺอับดุลมาลิด ซึ่งเป็นมัสยิดที่สวยงามและมีชื่อเสียงมากในกรุงเยรูซาเล็ม สร้างในปี ค.ศ. 691 พระองค์ทรงเป็นนักสร้างที่ยิ่งใหญ่ ทรงบูรณะและขยายมัสยิดแห่งมะดีนะฮ์และมัสยิดอัลอักซอในเยรูซาเล็ม

2 . เคาะลีฟะฮฺสุลัยมานทรงสร้างมัสยิดแห่งร็อมละฮฺ อันงดงามขึ้น

3.กุสัยร์ อัมเราะฮ์ หรือปราสาทน้อยแห่งอัมเราะฮฺนับว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมชั้นยอดที่ราชวงค์อุมัยยะฮฺได้ทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์

 

1. มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองจากสาธารณรัฐเป็นราชอาณาจักร โดยเปลี่ยนจากตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์กลายเป็นตำแหน่งกษัตริย์โดยการสืนสันติวงค์

2. เป็นสมัยที่มีการขยายดินแดนได้อย่างกว้างขวางครอบคลุมถึง 3 ทวีป ได้แก่ ทวีปเอเชีย ทวีปยุโรป ทวีปแอฟริกา

3.มีการจัดตั้งกรมสารบรรณ กรมไปรษณีย์ กองกำลังตำรวจและกองทหารองครักษ์ ขึ้น

4. มีระบบการบริหารการปกครองส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นโดยแต่งตั้งเจ้าเมืองปกครองตามหัวเมืองต่างๆ

5.มีการออกเหรียญ เงิน อาหรับใช้เอง

6. มีการปรับปรุงการเขียนภาษาอาหรับโดยการนำเอาสระและเครื่องหมายจุดมาใช้ในภาอาหรับ

7. ได้มีการสร้างเรือขนาดใหญ่ขึ้นในสมัยราชวงค์อุมัยยะฮ์

8.ได้มีการจักทำกระดาษได้ขึ้นเป็นครั้งแรก

9.ได้มีการจัดตั้งด่านคนเข้าเมืองและมีการประทับตราการเข้าออกเหมือการทำหนังสือเดินทางในปัจจุบัน

10.ได้มีการสร้างมัสยิดที่สวยงาม และมีชื่อสียงจนถึงปัจจุบัน เช่น โดมออฟเดอะร็อก

11.ได้มีการสร้างสถานที่เป็นศูนย์รวมของนักอาซานทางทิศเหนือของแอฟริกา

12.ได้มีการสร้างสถานศึกษา อัม อิบนุลอัส ที่ฟุตตอต (แอฟริกา)

13.ได้มีการบูรณะ ขยายมัสยิดแห่งมะดีนะฮ์และมัสยิดอันอักซอ(ในเยรูซาเล็ม) ได้มีการสร้างมัสยิดขึ้นทุกเมือง

14.มีการสร้างโรงเรียนและโรงพยาบาล เช่น โรงพยาบาลคนตาบอด


กลับหน้าที่แล้ว หน้าต่อไป   
 


โครงการศูนย์สารสนเทศอิสลามและอิสลามศึกษา ตามยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้
ด้วยความร่วมมือของจังหวัดปัตตานี และ วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตาน
ผู้ดูแลระบบ : webmaster@fathoni.com
หน้าจอจะแสดงผลได้ดีที่ขนาด 800 x 600