กลับหน้าแรก
  วิทยาลัยอิสลามศึกษา มอ.ปัตตานี  
วิทยาลัยอิสลามยะลา
 
เกี่ยวกับเวปไซด์นี้
 
คำถามที่ถามบ่อย
 
มีข้อข้องใจ

กลับหน้าหลัก
ไปยังบทที่5 ตอนที่2

 

ในสมัยของเคาะลีฟะฮมัรวานที่ 2 (Marwan II) ได้เกิดกบฏขึ้นเป็นที่รู้จักกันในนาม “ ขบวนการปฏิวัติอับบาซียะฮ ” การก่อขบถดังกล่าวนี้ได้เริ่มจากครอบครัวของฮาชิมผู้ซึ่งไม่พอใจกับการปกครองของนบี อุมัยยะฮ กลุ่มกบฏดังกล่าวก่อตัวขึ้นครั้งแรกที่คูรอซาน (Khurasan) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศเปอร์เซีย ( อิหร่านในปัจจุบัน ) ต่อมาก็ลามไปยังเมืองต่าง ๆ ในเขตปกครองของนบี อุมัยยะฮ หัวหน้าผู้สถาปนาขบวนการปฏิวัติคือ อะลี อิบนุ อับดุลลอฮ อิบนุ อับบาซ อิบนุ อับดุลมุฏเฏาะลิบ (Ali Ibnu Abd Allah Ibnu Abbas Ibnu Abdulmuttalib) ต่อมาเมื่อท่านเสียชีวิตบุตรของท่านมุฮัมหมัด อิบนุ อะลี (Muhammad Ibnu Ali) ได้สานต่อเจตนารมณ์ดังกล่าว มุฮัมหมัด อิบนุ อะลีได้ร่วมมือกับอบู ฮาชิม อิบนุ มุฮัมหมัด อิบนุ อะลี อัล หะนะฟียยะฮ (Abu Hashim Ibnu Muhammad Ibnu Ali al Hanafiyyah) ผู้เป็นอิหม่ามของพวกชีอะฮ เมื่ออบู ฮาชิมเสียชีวิตมุฮัมหมัด อิบนุ อะลี ก็กลายเป็นผู้นำกลุ่มอับบาซียะฮหรือบางครั้งก็เรียกว่า ฮะชิมิยะฮ กลุ่มกบฏนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่คูรอซาน

ในตอนแรกกลุ่มขบถดังกล่าวได้ปฏิบัติการอย่างลับ ๆ ต่อมาก็เริ่มปฏิบัติการอย่างเปิดเผย กลุ่มปฏิวัติอับบาซียะฮนี้ประกอบด้วย 3 พวกใหญ่ ๆ คือ พวกที่มาจากครอบครัวของอับบาซ พวกชีอะฮที่นำโดยอบู ซะลามะฮ (Abu Salamah) และพวกคูรอซานียยะฮที่นำโดยอบู มุสลิม (Khurasaniyyah) เมื่อกลุ่มดังกล่าวทั้งหมดเริ่มเข้มแข็ง พวกเขาก็เริ่มสรรหาผู้นำที่จะแต่งตั้งให้เป็นเคาะลีฟะฮของพวกตน กลุ่มชีอะฮที่นำโดยอบู ซะลามะฮได้เสนอให้ผู้นำของตนเป็นเคาะลีฟะฮ ในขณะที่กลุ่มคูรอซานียยะฮและกลุ่มครอบครัวของอับบาซได้เสนอให้อบู อับบาซเป็นเคาะลีฟะฮ อบู ซะลามะฮไม่พอใจกับกับการแต่งตั้งอบู อับบาซให้เป็นเคาะลีฟะฮ ต่อมาอบู ซะลามะฮถูกจับและถูกลงโทษประหารชีวิตโดยเคาะลีฟะฮอบู อัล อับบาซ

ในปี ค . ศ . 750 ได้เกิดสงครามเครือญาตระหว่างกองกำลังของอับบาซียะฮกับกองทัพอันเกรียงไกรของอุมัยยะฮ แต่กองกำลังของอับบาซียะฮกลับมีชัยเหนือกองทัพอุมัยยะฮ ในปีดังกล่าวราชวงศ์อุมัยยะฮแห่งดามัสกัสก็เป็นอันต้องล้มสลาย อย่างไรก็ตามการปกครองของนบี อุมัยยะฮไม่ได้ยุติเพียงเท่านี้ แต่ได้ถือกำเนิดอีกครั้งในประเทศสเปนซึ่งผู้เขียนจะขอกล่าวในตอนต่อไป

การปกครองของราชวงค์อับบาซียะฮสามารถแบ่งออกเป็นสองยุค ยุคที่หนึ่งเป็นช่วงสมัยการปกครองที่เคาะลีฟะฮแห่งอับบาซียะฮมีอำนาจจริง ยุคที่สองเป็นสมัยการปกครองของเคาะลีฟะฮอับบาซียะฮ แต่อำนาจการปกครองจริงๆไม่ได้อยู่ในกำมือของเคาะลีฟะฮแห่งอับบาซียะฮ ยุคที่สองนี้แบ่งออกเป็นสามช่วง ช่วงที่หนึ่งเป็นช่วงการปกครองของเคาะลีฟะฮอับบาซียะฮที่อำนาจการปกครองจริงอยู่ในเงื้อมือของพวกบุวัยฮ (Buwayh) ช่วงที่สองอำนาจการปกครองอยู่ในเงื้อมือของพวกซัลญูก และช่วงที่สามเป็นช่วงที่อำนาจการปกครองจริงๆ อยู่ในเงื้อมือของพวกเตอร์ก ในช่วงยุคที่สองของการปกครองของราชวงค์อับบาซียะฮ ถือได้ว่าเคาะลีฟะฮอับบาซียะฮเป็นเปรียบเสมือนตรายางเท่านั้นเอง อำนาจการปกครองจริงๆ แทบจะไม่มีเลย การแต่งตั้งเคาะลีฟะฮเองยังอยู่ในอำนาจของผู้อื่น

กลับด้านบน

 

สมัยอับบาซียะฮนี้เป็นสมัยที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์อิสลาม ชัยชนะในสงครามต่าง ๆ ทำให้มุสลิมมีดินแดนครอบครองที่กว้างใหญ่ไพศาล ในสมัยนี้มุสลิมได้ติดต่อกับนานาประเทศ และเริ่มรับศิลปวิทยาการจากโลกภายนอก สมัยนี้เป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์อิสลามที่มุสลิมได้เปิดประตูทางวิชาการอย่างกว้างขวาง ผลจากการเปิดประตูรับวิชาการแขนงต่าง ๆ นี้ทำให้เกิดนักคิดมุสลิมจำนวนมากมาย สมัยนี้เองที่บรรดานักการศึกษาถือว่าเป็นยุคทองทางวิชาการ และเป็นสมัยที่แนวคิดของยูนาน อินเดีย กรีกเริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อแนวความคิดของบรรดานักคิดมุสลิม และได้ก่อกำเนิดกลุ่มนักคิดมุสลิมที่นอกรีต

นักปราชญ์และนักคิดมุสลิมที่ถือกำเนิดในสมัยนี้มีจำนวนมาก เช่น อัล อัชอารี (al Ash ari) มุฮัมหมัด อิบนุ ซะฮนูน (Muhmmad Ibnu Sahnun) อิบนุ มิซกะวัยฮ (Ibnu Miskawayh) อัล กอบิซี (al Qabisi) อัล กินดี (al Kindi) อัล ฟารอบี (al Farabi) อัล - รอสี (al Razi) อิบนุ ซินา (Ibnu Sina) อัล มาวัรดี (al Mawardi) เคาะฏีบ อัล บัฆดาดี (Khatib al Bagdadi) อัล เฆาะสาลี (al Ghazali) อิบนุ คอลดูน (Ibnu Khaldun) บุรฮาน อัล - ดีน อัล - สัรนูญี (Burhan al-Din al Zarnuji) เป็นต้น จากแนวคิดของบรรดานักปราชญ์เหล่านี้ต่อมาแนวคิดทางการศึกษาก็เริ่มก่อรูปก่อร่างขึ้น มุฮัมหมัด อิบนุ ซะฮนูน (Muhammad Ibnu Sahnun) ได้เขียนหนังสือเล่มแรกที่เกี่ยวกับการศึกษาชื่อ “ อะดับ อัล มุอัลลิม ” (Adab al Mu allim) หนังสืออะดับ อัล มุอัลลิมนี้เป็นหนังสือเกี่ยวกับการศึกษาเล่มเล็ก ๆ มีความหนาไม่เกิน 26 หน้า ต่อมาอัล กอบีซี (al Qabisi) ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการศึกษาเล่มเล็ก ๆ ซึ่งเป็นงานเขียนที่ได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดของซะฮนูน ในศตวรรษต่อมาอะหมัด อบู มิซกะวัยฮ (Ahmad Abu Miskawayh) ฮ . ศ . 421 ( ส .) ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการศึกษาอีกเล่มหนึ่งชื่อ ตะซับ อัล อัคลาก วะ ตะซรี อัล อิลม วะ ฟะฎีละฮ วะมา ยันบะฆี ฟี ริวายะติฮี วะ มัมลิฮ (Tasab al Akhlaq wa Tasri wa Fadilah wa ma Yanbagi fi Riwayah wa Mamlih) หลังจากนั้นบุรฮาน อัล - ดีน อัล - สัรนูญีได้ประพันธ์หนังสือเรื่อง ตะอลีม อัล มุตะอัลลิม เฏาะรีก อัล - ตะอัลลุม ( Ta lim al Muta alim Toriq al Ta allum) (Lunggulung, 1991 : 138 – 139)

ในสมัยนี้หนังสือที่เกี่ยวกับการศึกษามีจำนวนค่อนข้างจำกัด อีกทั้งเนื้อหาก็ยังมีน้อย แต่เมื่อถึงสมัยของอิบนุ คอลดูน ผู้ซึ่งถือเป็นไขมุกแห่งอุละมาอเม็ดสุดท้ายของราชวงศ์อับบาซียะฮ ท่านได้เขียนหนังสือ ชื่อ “ มุก็อดดิมะฮ อิบนุ คอนดูน ” (Muqaddimah Ibnu Khaldun) หนังสือเล่มนี้ได้นำชื่อเสียงมายังอิบนุ คอลดูนเป็นอย่างมาก แม้หนังสือเล่มนี้ถือเป็นหนังสือทางสังคมศาสตร์ แต่ในหนังสือดังกล่าวอิบนุ คอลดูนได้กล่าวถึงการศึกษา และได้ให้ความสำคัญต่อการศึกษาเป็นอย่างมาก หนังสือเล่มนี้ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษ และปัจจุบันใช้เป็นตำราในระดับมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา

นอกจากหนังสือที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีหนังสือเกี่ยวกับการศึกษาอิสลามอีกหลายเล่ม แต่น่าเสียดายที่หนังสือบางเล่มเหล่านั้นได้สูญหายไปจากดินแดนมุสลิม บางเล่มถูกนำไปเก็บไว้ในประเทศอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการรุกรานของมองโกลและการรุกรานของตะวันตกโดยการนำของเฟดริด บาบา รอซซา (Fedrick Baba Rassa) หนังสือของมุสลิมจำนวนมหาศาลถูกเผาและถูกทำลาย (Yahaya and Halimi, 1994 : 321 – 327 ; Lunggulung, 1991 : 139) หนังสือเกี่ยวกับการศึกษาอิสลามบางเล่มที่ถูกทำลายในการรุกรานครั้งนั้นได้แก่

1. ตัรฆีบ อัล - นาซ อิลา อัล อิลม (Targhib al Nas ila al Ilm) โดย อัล กอตมูนี (al Qatmuni)

2. อะดับ อัล มุฟีด วะ อัล มุซตะฟีด (Adab al Mufid wa al Mustafid) โดย อัล อมีลี (al Amili)

3. ตัหรีร อัล มาล ฟี อะดะบี วะ อะหกามี วะ ยะฮตาญุ อิลัยฮี มุอัดดิบู อัล อัฏฟาล (Tahrir al Mal fi Adabi wa Ahkami wa Yahtaju llayhi Muaddibu al Atfal) โดย อะหมัด อิบนุ ฮะญัร อัล ฮัยษามี (Ahmad Ibnu Hajar al Haythami)

4. รีซาละฮ ฟี อัล - ตัรบียยะฮ วะ อัล - ตัซลีก (Risalah fi al Tarbiyyah wa al Taslik) โดยบุรฮาน อัล - ดีน อัล อักศอเราะนี (Burhan al Din al Aqsarani)

5. รีซาละฮ ฟี ริยาฎอฮ อัล - ศิบยาน (Risalah fi Riyadah al Sibyan) โดย ชัมซ อัล – ดีน อัล อันบาบี (Sham al Din al Anbabi)

6. ฟัฎล อิลม อัล ซะลัฟ อะลา อัล เคาะลัฟ (Fad al ilm al Salaf ala al Khalaf) โดยอิบนุ เราะญับ อัล บัฆดาดี (Ibnu Rajab al Baghdadi)

7. มุฟาติห อัล อุลูม (Mufatih al Ulum) โดย อัล เคาะวาริสมี (al Khawarizmi)

8. ลุบาบ อัล อะดับ (Lubab al Adab) โดย อุซามะฮ อิบนุ มุอัรกิต (Usamah Ibnu Muarqid)

9. อัล – ฏิบ อัล - รุหานี (al Tib al Ruhani) โดยอับดุลเราะหมาน อิบนุ อัล - เญาสี (Abd al Rahman Ibnu al Jawzi)

10. อัล - ฎุเราะริ ฟี อัล - สุเราะริ (al Durari fi al Zurari) โดย อิบนุ อัล อะดีม อัล ฮะละบี (Ibnu al Adim al Halabi)

11. อัล - ริซาละฮ ฟี อัล อุลูม (al Risalah fi al Ulum) โดย อบู หัยยาน อัล - เตาฮีดี (Abu Hayyan al Tawhidi)

12. อะหกาม อัล มุอัลลิมีน วะ อัล มุตะอัลลิมีน (Ahkam al Mu allimin wa al Muta alimin) โดยมุฮัมหมัด อิบนุ อบี สัยด (Muhammad Ibnu Abi Zayd)

13. ริซาละฮ ฟี ตะฮษีบ อัล อัคลาก (Risalah fi Tahdhib al Akhlaq) โดย มุหย อัล - ดีน อิบนุ อัล อะเราะบี (Muhy al Din Ibnu Arabi)

 

กลับด้านบน

 

สาขาวิชาศาสนา

วิชาการศาสนาในสมัยนี้มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสาขาวิชาฟิกฮและหะดีษ นอกจากนั้นมีวิชาตัฟซีร ผู้ที่มีชื่อเสียงในสาขาวิชาตัฟซีรในสมัยนี้คือ อัล - เฏาะบะรี (al Tabari) ผู้เขียนตำราตัฟซีรชื่อ ญามิอ อัล บายาน ฟี ตัฟซีร อัล กุรอาน (Jami al Bayan fi Tafsir al Quran)

 

สาขาวิชาฟิกฮ

สมัยนี้ได้กำเนิดอีมานของมัษฮับทั้งสี่คือ อบู หะนีฟะฮ มาลิก ซาฟิอี และหันบะลี อบู หะนีฟะฮ อัล นุอมาน อิบนุ ษาบิต (Abu Hanifah al Nu' man Ibn Thabit) ฮ . ศ . 81-150/700-767 ท่านผู้นี้เป็นที่รู้จักในนามอิมามหะนะฟี ความจริงอบู หะนีฟะฮถือกำเนิดในปลายรัชสมัยราชวงศ์อุมัยยะฮ ท่านเกิดที่เมืองกูฟะฮในประเทศอีรัก ท่านมีเชื้อสายเปอร์เซีย อบู หะนีฟะฮได้ศึกษาวิชาศาสนากับญะอฟัร อัล - ศอดิก (Ja'far al Sadik) อบู หะนีฟะฮเป็นผู้ที่ปราดเปรื่องและเคร่งในศาสนา ด้วยเหตุนี้เองท่านจึงถูกทาบทามให้ดำรงตำแหน่งเป็นกอฎีหลวง แต่ท่านกลับปฏิเสธ อบู หะนีฟะฮคือผู้นำของมัษฮับหะนะฟีที่มีผู้คนนับถือเป็นจำนวนมาก ท่านได้เสียชีวิตที่แบกแดดเมื่อ ฮ . ศ . 150/ ค . ศ . 767

มาลิก อิบนุ อะนัซ (Malik Ibnu Anas) มีชีวิตอยู่ราวๆปี ฮ . ศ . 94-179/716-795 ท่านเป็นที่รู้จักในนามอิมามมาลิก ท่านอิมามมาลิกเกิดและเสียชีวิตที่มะดีนะฮ ท่านผู้นี้เคยรู้จักกับอบู หะนีฟะฮเมื่อครั้งที่อบู หะนีฟะฮไปศึกษาเล่าเรียนกับอีมามญะอฟัร อัล - ศอดิก เพราะอิมามมาลิกเองก็เคยเรียนอยู่กับอิมามญะอฟัร ผลงานที่ทำให้ท่านมีชื่อเสียง คือ มุวัฏเฏาะอ (Muwatta') ซึ่งเป็นตำราที่รวบรวมหะดีษต่าง ๆ ที่ว่าด้วยเรื่องฟิกฮ และถือได้ว่าตำราเล่มนี้เป็นตำราหะดีษเล่มแรกในสมัยนี้ (Malik Ibn Anas, Abu Abd Allah-al Ma'mun, The Concise Encychopaedia of Islam , 1989 : 250)

มุฮัมหมัด อิบนุ อิดรีซ อัล - ชาฟิอี (Muhammad Ibn Idris al Shafi I) ฮ . ศ . 150 – 205/767-820 ท่านนี้เป็นที่รู้จักในนามอิมามชาฟิอี ท่านมีเชื้อสายกุรอยชแต่เกิดที่ปาเลสไตน์ และเติบโตที่มักกะฮ อิมามชาฟิอีเป็นศิษย์ของอิมามมาลิกแห่งมะดีนะฮ ตำราที่มีชื่อเสียงของท่านได้แก่ ตำราอัล อุมม (al Umm) อิมามชาฟิอีเป็นผู้หนึ่งที่มีความรู้กว้างขวาง นอกจากท่านจะมีความรู้เกี่ยวกับฟิกฮแล้ว ท่านยังมีความรู้เกี่ยวกับภาษาอาหรับและกวีนิพนธ์ ท่านเสียชีวิตที่อิยิปต์เมื่อปี ฮ . ศ . 205/ ค . ศ . 820

อะหมัด อิบนุ หันบัล (Ahmad Ibn Hanbal) ฮ . ศ . 164-241/780-855 เป็นที่รู้จักในนามอิมาม หันบะลี ( อ่านว่าหัมบะลี ) ท่านเป็นลูกศิษย์ของอิมามชาฟิอี และเป็นอิมามที่ต่อต้านแนวคิดของกลุ่มมุอตะสิละฮที่แบกแดด ในสมัยของท่านแนวคิดมุอตะสิละฮได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง แม้กระทั่งผู้ครองเมือง เช่น เคาะลีฟะฮมะอมูน ท่านก็เป็นผู้หนึ่งที่ยึดถือแนวคิดมุอตะสิละฮ อิมามหันบะลีมีแนวคิดที่ต่อต้านกลุ่มดังกล่าว โดยเฉพาะแนวคิดเกี่ยวกับอัล กุรอานที่หันบะลีถือเป็นกะลามุลลอฮ (Kalam Allah) และถือเป็นกอดิม (Qadim) กลุ่มมุอตะสิละฮกล่าวว่ากุรอานนั้นหะดีษ ( ใหม่ ) จากการต่อต้านในครั้งนี้ทำให้อิมามหันบะลีถูกจำคุก และถูกทรมานโดยผู้ครองเมืองในสมัยนั้น ผลงานที่มีชื่อเสียงของอะหมัด อิบนุ หันบัลคือ มุซนัด (Musnad) ตำราที่รวบรวมหะดีษเป็นจำนวนมาก

สาขาวิชาหะดีษ

สมัยนี้ได้เกิดอิมามทั้งหก คือ อัล บุคอรี (al Bukhari) มุสลิม (Muslim) อบู ดาวูด (Abu Daud) ติรมีษี (Tirmidhi) อิบนุ มาญะฮ (Ibnu Majah) และนะซาอี (Nasai)

อัล บุคอรี มีชื่อจริงว่า มุฮัมหมัด อิบนุ อิสมาอีล อัล บุคอรี (Muhammad Ibu Ismail al Bukhari) ฮ . ศ . 256/870 ( ส .7) อัล บุคอรีเป็นชาวเปอร์เซีย ฟิลป เค ฮิตติ (Hitti, 1989 : 395) ได้เขียนในหนังสือ The History of the Arabs ว่า อัล บุคอรีได้รวบรวมหะดีษจากผู้รู้หนึ่งพันคนและพยายามคัดเลือกหะดีษจากจำนวนหกแสนฮาดีษ และใช้เวลาสิบหกปี โดยการเดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ เช่น เปอร์เซีย อีรัก ซีเรีย ฮิญาซ และอียิปต์ ผลงานที่มีชื่อเสียงของท่านคือ เศาะเหี้ยห อัล บุคอรี (Sahih al Bukhari) สถานภาพของหะดีษต่าง ๆ ที่อัล บุคอรี ได้รวบรวมนั้นมีสถานภาพที่สูงกว่าบรรดาหะดีษที่รวบรวมโดยนักรวบรวมหะดีษท่านอื่น ๆ ทั้งหมด

มุสลิม มีชื่อจริงว่า อบู อัล หุซัยน มุสลิม อิบนุ อัล หัจญญาจญ (Abu Hasayn Muslim Ibnu al Hajjaj) ฮ . ศ . 261/875 ( ส ) หะดีษต่าง ๆ ที่มุสลิมได้รวบรวมนั้นจะมีความคล้ายคลึงกับบรรดาหะดีษของบุคอรี ยิ่งไปกว่านั้นตำราหะดีษของมุสลิมจะถูกเรียกว่าเศาะเหี้ยหมุสลิม ซึ่งใช้คำว่า “ เศาะเหี้ยห ” เช่นเดียวกับเศาะเหี้ยห อัล บุคอรี สถานภาพของหะดีษต่าง ๆ ที่มุสลิมรวบรวมนั้นจะมีสถานภาพรองจากหะดีษเศาะเหี้ยหของอัล บุคอรี

อบู ดาวูด (Abu Dawud) ฮ . ศ .261/875 ( ส .) หนังสือเกี่ยวกับหะดีษของท่านคือ ซุนัน อบู ดาวูด (Sunan Abu Dawud) อัล ตีรมีษี (al Tirmidhi) ค . ศ . 279/892 ( ส .) ตำราหะดีษของท่านคือ ซุนัน อัล - ติรมีษี (Sunan al Tirmidhi) อิบนุ มาญะฮ (Ibnu Majah) ฮ . ศ .273/886 ( ส .) ตำราหะดีษของท่านคือ ซุนัน อิบนุ มาญะฮ (Sunan Ibnu Majah) และท่านสุดท้ายคือ อัล - นะซาอี (al Nasai) ตำราหะดีษของท่าน คือ ซุนัน อัล - นะซาอี (Sunan al Nasai)

สาขาวิชาปรัชญา

ในสมัยอับบาซียะฮสาขาวิชาปรัชญารุ่งเรืองมาก ในสมัยนี้ได้ถือกำเนิดนักปรัชญาของโลกมุสลิมคือ อัล กินดี (al Kindi) ท่านผู้นี้ถือเป็นนักปรัชญามุสลิมท่านแรกในสมัยราชวงศ์อับบาซียะฮและได้รับการขนานนามว่า “ นักปรัชญาอาหรับ ” อัล กินดีเป็นผู้ที่มีความรู้ในหลายสาขาวิชา เช่น ตรรกวิทยา วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์ เป็นต้น ( หะซัน , 1979 : 381)

อัล ฟารอบี (al Farabi) เป็นนักปรัชญาที่มีชื่อเสียงมากในสมัยราชวงศ์อับบาซียะฮ และได้รับสมญานามว่า “ ครูคนที่สอง ” ซึ่งครูคนแรกคืออริสโตเติล อิบนุ ซีนา (Ibnu Sina) ก็เป็นนักปรัชญาอีกท่านหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากในราชวงศ์นี้ อิบนุ ซีนานั้นมีความรู้ในหลายสาขาวิชา เช่น วิชาฟิสิกส์ วิชาการแพทย์ วิชาภาษาศาสตร์ และวรรรกรรม เป็นต้น รายละเอียดเกี่ยวกับนักปรัชญาทั้งสามท่านข้างต้นดูในหัวข้อ “ แนวคิดทางความรู้และการศึกษาในสมัยอับบาซียะฮ ”

 

สาขาวิชาประวัติศาสตร์

อิบนุ กุฎอยบะฮ (Ibnu Qutaybah) ค . ศ . 889 ( ส .) ท่านเป็นผู้หนึ่งในบรรดานักประวัติศาสตร์คนแรก ๆ ของอิสลาม ชื่อจริงของท่านคือ มุฮัมหมัด อิบนุ มุสลิม อัล - ดีนาวะรี (Muhammad Ibnu Muslim al Dinawari) ท่านเสียชีวิตที่แบกแดดในปี ค . ศ . 889 นักประวัติศาสตร์ร่วมสมัยกับอิบนุ กุฎอยบะฮอีกท่านหนึ่งคือ อบู หะนีฟะฮ อะหมัด อิบนุ ดาวูด อัล - ดีนาวะรี (Abu Hanifah Ahmad Ibnu Dawud al Dinawari) ค . ศ . 895 ( ส .) ท่านทั้งสองนี้มีเชื้อสายอีหร่านและเป็นผู้ที่มีความรู้ในหลายสาขาวิชา นอกจากสาขาวิชาประวัติศาสตร์ที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น ท่านทั้งสองยังมีความรู้ในสาขาวิชาภาษาศาสตร์และวรรณกรรม

อัล - เฏาะบะรี (al Tabari) ฮ . ศ . /838 – 923 ชื่อจริงของท่าน คือ อบู ญะอฟัร มุฮัมหมัด อิบนุ ญะรีร อัล - เฏาะบะรี (Abu Ja'far Muhammad Ibnu Jarir al Tabari) ท่านเกิดที่เฏาะบะริสถาน (Tabaristan) ในทางตอนเหนือของอิหร่าน อัล - เฏาะบะรีเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงมากในสาขาวิชาประวัติศาสตร์ ผลงานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นอมตะของท่านคือ ตาริค อัล - เราะซูล วะ อัล มุลุก (Tarikh al Rasul wa al Muluk) ตำราทางประวัติศาสตร์ของท่านเล่มนี้ได้กลายเป็นหนังสืออ้างอิง และแหล่งค้นคว้าของบรรดานักประวัติศาสตร์ในสมัยต่อมาเช่น มิซกะวายฮ (Mis kawayh) อิบนุ อัล อะษีร (Ibnu Athir) อบู อัล ฟิดา (Abu al Fida) เป็นต้น นอกจากนั้นตำราดังกล่าวก็ยังถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษและใช้เป็นตำราระดับมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา

อัล มัซอูดี (al Mas udi) ก็เป็นนักประวัติศาสตร์มุสลิมอีกท่านหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาก ชื่อจริงของท่านคือ อบู อัล หะซัน อะลี อัล มัซอูดี (Abu al Hasan Ali al Mas udi) พี เค ฮิติต (Hitti , 1989 : 391) ได้เขียนในหนังสือ The History of the Arabs ว่า อัล มัซอูดีได้ใช้เทคนิคในการเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ โดยแบ่งเป็นสมัยราชวงศ์ต่าง ๆ แทนที่จะเรียบเรียงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เป็นปี ๆ เทคนิคของมัซอูดีต่อมาได้รับการปฏิบัติโดยอิบนุ คอลดูน นักสังคมศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในปลายรัชสมัยราชวงศ์อับบาซียะฮ และอิบนุ คอลดูนเองก็ถือเป็นนักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งในสมัยนี้ ผลงานที่มีชื่อเสียงของมัซอูดีคือ มุรูจญ อัล - ษะฮับ วะ มะอาดิน อัล- เญาฮัร (Muruj al Dhahab wa Ma adin al Jawhar) ตำราเล่มนี้เป็นสารานุกรมที่เกี่ยวกับประวัติภูมิศาสตร์

 

สาขาวิชาวรรณกรรมอาหรับและเปอร์เซีย

อบู อัล ฟะรอจญ อัล อิศฟะฮานี (Abu al Faraj al Isfahani) ราวๆปี ค . ศ . 897-967 ท่านมีเชื้อสายมาจากท่านมัรวาน เคาะลีฟะฮคนสุดท้ายแห่งราชวงศ์อุมัยยะฮ อัล อิศฟะฮานีถือเป็นนักประวัติภาษาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง ตำราของท่านได้แก่ กิตาบ อัล อะฆอนี (Kitba al Aghani) ตำราเล่มนี้ถือเป็นผลงานทางวรรณกรรมและภาษาศาสตร์ที่แท้จริง

อบู นุวาซ (Abu Nuwas) ราวๆปี ค . ศ . 810 ท่านผู้นี้เป็นนักวรรณกรรมที่มีชื่อเสียงมากในสมัยเคาะลีฟะฮฮารูน อัล - เราะชีด ชื่อของอบู นุวาซได้ติดปากชาวอาหรับทุกคนในฐานะที่เป็นตัวแทนของคนโง่ที่แหลมคมคล้ายกับศรีธนญชัยของไทย ชื่อจริงของท่านคือ หะซัน อิบนุ ฮานี (Hasan Ibnu Hani) ท่านอบู นุวาซมีเชื้อสายผสมเปอร์เซีย ผลงานของท่านคือ เฆาะสัล (Gazal) เฆาะสัลนี้เป็นงานร้อยกรองสั้น ๆ ที่เกี่ยวกับความรัก

อบู ตัมมาม (Abu Tammam) ราวๆปี ค . ศ . 845 ท่านเป็นกวีหลวงที่มีชื่อเสียงมากในกรุงแบกแดด งานเขียนที่มีชื่อเสียงของท่านคือ ดีวาน (Diwan) งานเขียนดีวานนี้เป็นงานร้อยกรองปลุกศรัทธา และงานร้อยกรองปลุกศรัทธานี้ได้กลายเป็นแบบอย่างที่บรรดานักกวีได้เลียนแบบในเวลาต่อมา กวีที่มีชื่อเสียงอีกท่านหนึ่งในสมัยนี้คือ อัล บุหตุรี (al Buhturi) ค . ศ . 820-897 อัล บุหตุรีได้เขียนงานร้อยกรองเหมือนกับอบู ตัมมาม แต่ชื่อเสียงของท่านถือเป็นรองอบู ตัมมาม

ฟิรเดาซี (Firdawsi) ฮ . ศ .328-411/940-1020 มีชื่อจริงว่า อบู อัล กอซิม มันซูร (Abu al Qasim Munsur) เกิดที่เมืองตุซ ท่านถูกขนานนามว่า “ ฟิรเดาซี ” โดยสุลต่านมะหมูดแห่งฆอซนะ (Ghasnah) (Firasah-Fitrah, The Concise Encyclophedia of Islam, 1989 : 127) นอกจากฟิรเดาซีจะเป็นนักกวีแล้ว ท่านยังเป็นผู้รวบรวมประวัติของชนชาวเปอร์เซีย โดยได้รวบรวมประวัติของชาวเปอร์เซียตั้งแต่ยุคมืดจนถึงสมัยที่เปอร์เซียตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของชาวอาหรับ

สาขาวิชาวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์

ผู้ที่มีชื่อเสียงในสาขาวิชานี้คือ อัล บีรูนี (al Biruni) ชื่อจริงของท่านคือ อบู อัล รอยฮาน มุฮัมหมัด อิบนุ อะหมัด อัล บีรูนี (Abu Rayhan Muhammad Ibnu Ahmad al Biruni) ค . ษศ .973-1050 อัล บีรูนีเป็นนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ (Hitti, 1989 – 376) นอกจากนั้นท่านยังมีความรู้ในหลายสาขาวิชา เช่น สาขาวิชาดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ เลขคณิต เรขาคณิต เป็นต้น ผลงานชิ้นแรกของอัล บีรูนี คือ อัล อาษาร อัล บากิยะฮ อัน อัล กุรูน อัล คอลิยะฮ (al Athar al Baqiyah an al Qurun al Khaliyah) ผลงานชิ้นนี้เป็นตารางยุคสมัยของชนชาติดึกดำบรรษ์ ผลงานทางดาราศาสตร์ของอัล บีรูนี คือ อัล กอนูน อัล มัซอูดี ฟี อัล ฮัยอะฮ วะ อัล – นุญูม (al Qanun al Mas udi fi al Hayah wa al Nujum) ผลงานอีกชิ้นหนึ่งของท่านคือ อัล ตัฟฮีม ลิ อะวาอิล ศินาอัต อัล - ตันญีม (al Tafhim li Awail Sina at al Tanjim) ผลงานชิ้นนี้เป็นการรวบรวมเนื้อหาเกี่ยวกับวิชาเรขาคณิต เลขคณิต ดาราศาสตร์ และโหราศาสตร์ (Hitti, 1989 : 377)

 

สาขาไวยกรณ์อาหรับ

สาขาวิชานี้เริ่มขึ้นที่เมืองกูฟะฮและบัศเราะฮในช่วงฮิจเราะฮศตวรรษที่ 1 สาขาวิชาดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองทั้งสองใช้ภาษาเปอร์เซีย ซึ่งมีผลต่อการใช้ภาษาอาหรับ มีนักปราชญ์จำนวนมากที่กังวลว่าภาษาอาหรับ ซึ่งเป็นภาษาอัลกุรอานจะวิบัติหากไม่มีการสงวนอย่างจริงจัง วิธีการหนึ่งที่จะรักษาภาษาอาหรับที่บริสุทธิ์นั้นก็คือการศึกษาหลักไวยากรณ์อาหรับอย่างจริงจัง ในประวัติศาสตร์อิสลาม ชื่อของอะบู อัล อัสวัด อัล -Duali ถูกกล่าวขานในฐานะอยู่ที่วางรากฐานวิชาไวยากรณ์อาหรับ สิ่งนี้เกิดขึ้นในสมัยอุมัยยะฮ กล่าวกันว่าอบู อัล อัสวัดได้ศึกษาวิชาไวยากรณ์อาหรับจากท่านอะลี บิน อบู ฏอลิบ หลังจากนั้นไม่กี่ปีก็ถือกำเนิดมัษฮับไวยากรณ์อาหรับสองสำนัก (Hj.Muhamad, 1979 : 190) นั้นคือสำนักกูฟะฮ และสำนักบัศเราะฮ ผู้นำที่มีชื่อเสียงในสาขาวิชานี้ได้แก่ อัล เคาะลีล อบู อัมร บิน อัล อะอละอ สิบะวัยฮ อัล อัคฟะสี อัล กิสาอี และอัล ฟัรรอ (al farra') (Hj.Muhamad, 1979 : 190)

 

สาขาวิชาคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์

ในบรรดานักคณิตศาสตร์ทางดาราศาสตร์ อัล เคาะวาริสมี (al Khawarizmi) ถือเป็นคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากในสาขาวิชานี้ ชื่อจริงของท่านคือ มุฮัมหมัด อิบนุ มูซา (Muhammad Ibnu Musa) ราวๆปี ค . ศ . 780-850 อัล เคาะวาริสมีเป็นผู้ที่มีความรู้ในสาขาวิชาดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ ท่านได้เขียนตำราทางดาราศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุด และได้เขียนตำราชื่อ กิตาบ ซูรอต อัล อัรฎ (Kitab Surat al Ard) ตำราเล่มนี้เป็นตำราที่อธิบายแผนที่เล่มแรกในคริศตวรรษที่ 9 นอกจากนั้นท่านก็เป็นผู้ที่เขียนตำราในสาขาวิชาคณิตศาสตร์และพีชคณิตที่ชื่อหิซาบ อัล ญับร วะ อัล มุกอบะละฮ (Hisab al Jabr wa al Muqabalah) ตำราเล่มนี้ถูกแปลเป็นภาษาลาตินในศตวรรษที่ 12 และถูกใช้มาถึงศตวรรษที่ 16 ตำราดังกล่าวนั้นเป็นตำราทางวิชาคณิตศาสตร์และพีชคณิตที่มีความสมบูรณ์ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นตำราแบบเรียนในมหาวิทยาลัยของยุโรป (Hitti, 1989 : 379)

อุมัร อัล คอยยาม (Umar al Khayyam) ท่านเกิดที่นิซาปูร (Nisapur) ราว ๆ ค . ศ . 1038 – 1048 และเสียชีวิตราวปี ค . ศ . 1123 – 24 อุมัร อัล คอยยามมักจะเป็นที่รู้จักในนามนักกวีชาวเปอร์เซีย แต่ความจริงท่านยังเป็นนักคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง อุมัร อัล คอยยามได้เขียนตารางปฏิทินชื่อว่า อัล - ตาริค อัล ญะลาลี (al Tarikh al Jalali) ซึ่งเป็นตารางปฏิทินที่มีความถูกต้องและแม่นยำกว่าตารางของกรีจอเรียน พี เค ฮิตติ (Hitti, 1989 : 377) ได้กล่าวในหนังสือ The History of The Arabs ว่าตารางของกรีจอเรี่ยน (Gregorian) จะคลาดเคลื่อน 1 วันใน 3330 ปี ในขณะที่ตารางของอัล คอยยามจะคลาดเคลื่อน 1 วันใน 5000 ปี

อัล บัตตานี (Al Battani) ค . ศ . 877-918 มีชื่อจริงว่า อับดุลลอฮ มุฮัมหมัด อิบนุ ญาบีร อัล บัตตานี (Abd Allah Muhammad Ibnu Jabir al Battani) ในตะวันตกท่านเป็นที่รู้จักในนาม Albategnius อัล บัตตานีถือเป็นนักดาราศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของอิสลาม นอกจากอัล บัตตานีแล้วยังมีนักดาราศาสตร์ที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ อีกมาก เช่น ซินด อิบนุ อะลี (Sind Ibnu Ali) ยะหยา อิบนุ อบี มันซศูร (Yahya Ibnu Abi Mansur)

อัล อับบาซ อัล ฟัรฆอนี (al Abbas al Farghani) ก็เป็นนักดาราศาสตร์ที่มีชื่อเสียงอีกท่านหนึ่ง ในซีกโลกตะวันตกท่านเป็นที่รู้จักในนาม “Alfraganus” ชื่อจริงของท่านคือ อบู อัล อับบาซ อะหมัด อัล ฟัรฆอนี (Abu al Abbas Ahmad al Farghani) ผลงานทางดาราศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของท่านก็คือ อัล มุดคิล อิลา อิลม หะยาต อัล อัฟลาก (al Mudkhil ila ilm Hayat al Aflak) (Hitti, 1989 : 76-76)

สาขาวิชาการแพทย์

ผู้ที่เขียนตำราทางการแพทย์ที่มีชื่อเสียงในสมัยราชวงศ์อับบาซียะฮคือ อะลี อัล - เฏาะบะรี (Ali al Tabari) อัล - รอสี , (al Razi) อัล มะญูซี (al Majusi) และอิบนุ ซีนา (Ibnu Sina)

อะลี อัล - เฏาะบะรี กลางคริสตวรรษที่ 9 ท่านมีชื่อจริงว่า อะลี อิบนุ ซัฮล รอบบัน อัล - เฏาะบะรี (Ali Ibnu Sahi Rabban al Tabari) อะลี อัล - เฏาะบะรีเดิมนับถือศาสนาคริสต์ ต่อมาในสมัยของอัล มุตะวักกิล (al Mutawakkil) ท่านเข้ารับอิสลาม และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแพทย์ประจำตัวเคาะลีฟะฮอัลมุตะวักกิล

อัล - รอสี (al Razi) ฮ . ศ .311/865-925 ชื่อจริงของท่านคือ อบู บักร มุฮัมหมัด อิบนุ สะกะรียา อัล - รอสี (Abu Bakr Muhammad Ibnu Zakariya al Razi) ชาวตะวันตกรู้จักท่านในนาม “Rhazes” รายละเอียดเกี่ยวกับอัล - รอสีให้ดูในหัวข้อ “ แนวคิดทางความรู้และการศึกษาในสมัยอับบาซียะฮ ”

อัล มะญูซี (al Majusi) ฮ . ศ . 384/994 ชื่อจริงของท่านคือ อะลี อิบนุ อับบาซ (Ali Ibnu al Abbas) ชาวตะวันตกรู้จักท่านในนาม “Haly Abbas” อะลี อัล อับบาซเดิมนับถือศาสนามะญซี ( โซโรแอสเตอร์ ) ด้วยเหตุนี้ท่านจึงถูกเรียกว่า “ อัล มะญูซี ” ตำราเกี่ยวกับเวชกรรมศาสตร์ที่ทำให้ท่านมีชื่อเสียงก็คือ อัล กิตาบ อัล มะลิกิ .(Al Kitab al Maliki) ตำราเล่มนี้บางครั้งก็จะเรียกว่า กามิล อัล - ศินาอะฮ (Kamil al Sina ah) ( หะซัน 1979 : 390)

อิบนุ ซีนา (Ibnu Sina) ฮ . ศ . 370-428/980-1037 ชื่อจริงของท่านคือ อบู อะลี อัล หุซายน อิบนุ อับดุลลอฮ อิบนุ ซีนา (Abu Ali al Husayn Ibnu Abd Allah Inbu Sina) ตำราที่มีชื่อเสียงของท่านคือ อัล กอนูน (al Qanun หรือ the Canon of Madecine)

นอกจากสาขาวิชาต่าง ๆ ที่ผู้เขียนได้กล่าวข้างต้น ยังมีวิชาการสาขาอื่น ๆ อีกมากที่เจริญรุ่งเรืองในสมัยนี้เช่น วิชาภาษาศาสตร์ จริยศาสตร์ ศูฟี อิลมุกะลาม เป็นต้น

 

กลับด้านบน

 

การเปิดประตูรับวิชาการแขนงต่าง ๆ จากโลกภายนอก ทั้งจากซีกโลกตะวันตกและซีกโลกตะวันออก ทำให้สมัยนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นยุคทองทางศิลปวิทยาการ และเป็นสมัยที่ให้กำเนิดบรรดานักคิด นักปรัชญาและนักสังคมศาสตร์มุสลิมจำนวนมาก บุคคลในสมัยนี้ที่ควรแก่การศึกษานั้นมีมากมาย แต่ผู้เขียนขอกล่าวในที่นี้เพียงบางท่านดังต่อไปนี้ : -

1. มุอตะสิละฮ

2. อัล อัชอารี ( ฮ . ศ . 260 – 330)

3. อิควาน อัล - เศาะฟาอ ( ประมาณ ฮ . ศ . 340/951)

4. อัล กินดี ( ราว ฮ . ศ . 185-252 ( หรือ 256) /801-866 ( หรือ 870)

5. อัล - รอสี ( ประมาณ ฮ . ศ .311- /865-923 ( หรือ 936)

6. อัล ฟารอบี ( ฮ . ศ . 257/870-950)

7. อะหมัด อิบนุ ซะฮนูน ( ฮ . ศ . 262)

8. มิซกะวัยฮ ( ค.ศ .932-1030)

9. อัล กอบิซี ( ฮ . ศ . 324-403/935-1014)

10. อิบนุ ซีนา ( ฮ . ศ .370-429/980-1037)

11. อัล มาวัรดี ( ฮ . ศ .364-450)

12. เคาะฎีบ อัล บัฆดาดี ( ฮ . ศ .392-463)

13. อัล เฆาะสาลี ( ฮ . ศ .450-505)

14. อิบนุ รุชด ( ค . ศ .1126-1198)

15. บุรฮาน อัล ดีน อัล - สัรนูญี ( ฮ . ศ .519/1195 ( ส .))

16. อิบนุ คอลดูน ( ฮ . ศ .332-384/1332-1382)

 

กลับด้านบน

 

คำว่า “ มุอตะสิละฮ ” (معتزلة) มาจากรากศัพท์เดิมภาษาอาหรับว่า “ อิอตะสะละ ” ( ا عتزل) ซึ่งหมายถึง “ แยก ” ส่วนใครแยกจากใครนั้นนักประวัติศาสตร์มุสลิมยังมีทัศนะที่ต่างกัน บางท่านมีทัศนะว่าพวกมุอตะสิละฮเป็นบรรดาผู้ติดตามเคาะลีฟะฮอะลี อิบนุ อบี ฎอลิบ กลุ่มนี้เชื่อว่าแนวความคิดของมุอตะสิละฮเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับพวกเคาะวาริจญ (Acheh, 1976;83)

เมื่อครั้งเกิดข้อพิพาทระหว่างท่านอะลีกับมุอาวิยะฮ ท่านอะลีได้มอบหมายให้มัจญลีซตะฮกีมเป็นผู้ตัดสิน โดยการตัดสินดังกล่าวต้องวางอยู่บนพื้นฐานของอัล กุรอาน แต่น่าเสียดายที่มัจญลีซตะฮกีมไม่สามารถยุติข้อพิพาทดังกล่าวได้ อีกทั้งได้สร้างความไม่พอใจให้แก่พวกมุอตะสิละฮ ด้วยสาเหตุดังกล่าวจึงเกิดกลุ่มมุอตะสิละฮขึ้น ผู้ซึ่งในเวลาต่อมาได้ปลดแอกตัวเองจากการปกครองของนบี อุมัยยะฮ แล้วกลับสู่แนวคิดของหะซัน อิบนุ อะลี (Acheh, 1976:83)

อีกทัศนะหนึ่งเชื่อว่ามุอตะสิละฮที่มาจากรากศัพท์เดิมคำว่า “ อิอตะสะละ ” นั้น หมายถึง การแยกตัวของวะศีล อัล อะฏอ (Wasil al Ata) จากครูของเขาหะซัน อัล บัศรี (Hasan al Basri) (Watt, 1992 : 48)

วะศีล อัล อะฏอเป็นผู้ก่อตั้งลัทธิเหตุผลนิยมมุอตะสิละฮ เขามีแนวความคิดที่แตกต่างจากหะซัน บัศรี ผู้เป็นครูของเขา ทัศนะที่แตกต่างเป็นทัศนะเกี่ยวกับเรื่องของผู้ที่ปฏิบัติความชั่วที่ถือว่าเป็นบาปใหญ่ วะศีลเชื่อว่าคนที่ปฏิบัติบาปใหญ่นั้นจะไม่ถือว่าเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริงถึงแม้เขาจะกล่าวคำ “ ชะฮาดะฮ ” ก็ตาม และเขาเหล่านั้นจะมีที่อยู่เฉพาะในวันปรโลก โดยจะอยู่ระหว่างที่อยู่ของมุสลิมและที่อยู่ของชาวกาเฟร (Acheh, 1976 : 84)

ประวัติความเป็นมาของแนวความคิดมุอตะสิละฮ จะพบว่ากลุ่มมุอตะสิละฮนี้เกิดขึ้นในสมัย อุมัยยะฮ แต่ที่ผู้เขียนนำมากล่าวในบทนี้ก็เพราะว่าแนวความคิดนี้ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวางในสมัยอับบาซียะฮ เคาะลีฟะฮมะอมูนแห่งราชวงศ์อับบาซียะฮก็เป็นคนหนึ่งที่ยึดมั่นกับแนวคิดนี้

แนวความคิดของมุอตะสิละฮเป็นแบบเชิงเหตุผลนิยม แม้กระทั่งการอรรถาธิบายอัล กุรอาน กลุ่มนี้ก็ปฏิบัติโดยใช้หลักทางปรัชญา กลุ่มมุอตะสิละฮนี้มีแนวคิดที่คล้ายกับกลุ่มฟุรชิม (Furshim) ของยิว (Acheh, 1976 : 85) ด้วยเหตุนี้กลุ่มฟุรชิมบางครั้งจึงถูกเรียกว่ากลุ่มมุอตะสิละฮยิว เพราะกลุ่มนี้ได้อรรถาธิบายคัมภีร์เตารอฮโดยใช้หลักทางปรัชญา

กลุ่มมุอตะสิละฮได้เรียกกลุ่มตัวเองว่า “ ชาวแห่งเอกภาพและความยุติธรรม ” มุอตะสิละฮนี้เป็นกลุ่มเชิงเหตุผลนิยมที่เชื่อว่ามนุษย์มีความอิสระจะทำอะไรก็ได้ โดยไม่มีการลิขิตใด ๆ จากอัลลอฮ พวกเขาให้เหตุผลว่า หากการกระทำของมนุษย์ถูกลิขิตมาแล้ว มนุษย์ก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบจากการกระทำของพวกเขา กลุ่มนี้เชื่อว่าอัลลอฮเป็นผู้ทรงมีความยุติธรรม ดังนั้นอัลลอฮจึงไม่ทรงปฏิบัติในสิ่งที่ขัดแย้งกับศิฟะฮของพระองค์ ความเป็นเหตุผลนิยมของกลุ่มนี้ได้ทำให้เขาปฏิเสธสิ่งดังต่อไปนี้ :-

1. คนที่ตายจะได้รับรางวัลหรือจะถูกลงโทษในขณะที่เขาอยู่ในสุสาน

2. ยะอญูจญและมะอญูจญ (يأجوج ومأجوج) จะปรากฏก่อนวันแห่งการตัดสิน

3. ผลของการปฏิบัติจะได้รับการชั่งบนตาชั่งในวันแห่งการตัดสิน

4. มีมลาอิกะฮที่คอยจดบันทึกการกระทำต่าง ๆ ของมนุษย์

5. มีเตาและสะพาน (صراط) ในวันอาคิเราะฮ

6. มีพันธะสัญญา (م يثاق ) ระหว่างอัลลอฮและมนุษย์ในวันที่อัลลอฮทรงสร้างมนุษย์

7. ศาสดาหรือวะลียุลลอฮสามารถแสดงปาฏิหาริย์

8. ศาสดา ( ขอความจำเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) ขึ้นไปบนฟากฟ้าด้วยสรีระ

9. การละหมาดจะนำมาซึ่งสารพัดประโยชน์ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด (Qadir, 1986 : 51)

จากแนวคิดทั้งหมดข้างต้นทำให้มุสลิมบางคนกล่าวว่ามุอตะสิละฮไม่ใช่มุสลิม และไม่ใช่กาเฟร แต่จะอยู่ระหว่างทั้งสองนั้น (Watt, 1992 : 48, 50-51)

กลับด้านบน

ตามทฤษฎีความรู้ของกลุ่มมุอตะสิละฮ กลุ่มนี้จะเน้นถึงการแสวงหาความรู้จากแหล่งอื่นมากกว่าวัหยูจากอัลลอฮ เพราะกลุ่มมุอตะสิละฮนี้เป็นกลุ่มที่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของกรีก (Rizavi, 1986 : 71)

มุอตะสิละฮได้จำแนกศาสตร์ออกเป็นสองสาขาหลักคือ (1) ความรู้ของโลกภายนอก (2) ความรู้ที่อยู่เหนือปรากฏการณ์ ความรู้ของโลกภายนอกเป็นความรู้ที่ได้มาจากประสาทสัมผัส ส่วนความรู้ประเภทที่สองจะเป็นความรู้ที่อยู่เหนือประสาทสัมผัสของมนุษย์ มุอตะสิละฮเชื่อว่า ความรู้ที่ได้มาจากประสาทสัมผัสเป็นความรู้พื้นฐานที่จะนำมาซึ่งความรู้แห่งเหตุผล เขายังเชื่ออีกว่าความรู้จะได้มาอย่างช้า ๆ และได้มาจากการแสวงหามากกว่าจะได้มาโดยสัญชาติญาณ (Rizavi, 1986 : 71-73)

กลับด้านบน

อบู หะซัน อัล อัชอารี (Abu Hasan al Ash ari) เกิดที่บัศเราะฮ ( อีรัก ) ในปี ฮ . ศ . 260 และเสียชีวิตในปี ฮ . ศ .330 ครอบครัวของอัล อัชอารีเป็นผู้ที่เคร่งศาสนามาก ตอนที่อัล อัชอารี ยังเยาว์วัยท่านได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดของอบู อะลี อัล ญะบาอี (Abu Ali al Jaba i) ผู้ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นพ่อเลี้ยงของอัล อัชอารี

ต่อมาอัล อัชอารีได้อุทิศเวลาศึกษาแนวคิดของมุอตะสิละฮ โดยได้ศึกษาเปรียบเทียบระหว่างแนวคิดมุอตะสิละฮกับแนวคิดของนักปราชญ์ฟิกฮและนักปราชญ์หะดีษ สุดท้ายท่านได้เข้าใจถึงแก่นแท้ของแนวคิดมุอตะสิละฮ ท่านจึงปฏิเสธแนวคิดดังกล่าว โดยครั้งหนึ่งในขณะที่ท่านอยู่ในมัสยิดแห่งหนึ่งในเมืองบัศเราะฮ ท่านประกาศเป็นทางการว่า ท่านได้ล้มเลิกแนวคิดมุอตะสิละฮ และขอเป็นศัตรูกับแนวคิดนี้โดยกล่าวว่า

 

“ โอ้มนุษย์เอ๋ย ใครในบรรดาพวกท่านที่รู้จักฉัน แท้จริงเขาได้รู้จักฉัน แต่ใครก็ตามที่ยังไม่รู้จักฉัน ฉันจะแนะนำตัวฉันว่า ฉันคือ อบู หะซัน อัล อัชอารี ซึ่งช่วงหนึ่งเคยมั่นใจว่ากุรอานเป็นมัคลูกและเป็นสิ่งใหม่ และอัลลอฮไม่สามารถที่จะมองเห็นด้วยตาและการกระทำที่ชั่วช้านั้นฉันเองเป็นผู้ปฏิบัติ ไม่ใช่เพราะเกาะฏอและเกาะดัร ฉันได้เตาะบะฮ ( ขออภัยโทษ ) และตอนนี้ฉันต่อต้านแนวคิดมุอตะสิละฮซึ่งมีจุดยืนที่ผิด … ฉันได้ทอดทิ้งแนวคิดมุอตะสิละฮนี้เสมือนฉันได้ถอดเสื้อในตอนนี้ และได้ทิ้งมันในท่ามกลางพวกท่าน ” ( อ้างจาก Acheh, 1976 : 167)

หลังจากที่อัล อัชอารีได้เปลี่ยนแนวความคิดของตนจากแนวคิดนอกรีตมุอตะสิละฮ ท่านก็เริ่มโต้แย้งและถกปัญหาในที่สาธารณชน และเป็นการโต้แย้งระหว่างอัล อัชอารีกับอัล ญะบาอี ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นครูของท่าน แต่ด้วยความรู้และไหวพริบของท่าน ในที่สุดท่านก็มีชัยเหนืออัล ญะบาอี หลังจากนั้นชื่อเสียงของอัล ญะบาอีก็ค่อย ๆ เลือนหายจากความทรงจำของผู้คน (Narongraksakhet, 1994 : 9)

กลับด้านบน

 

กลุ่มของอัล อัชอารีได้รับการกล่าวขานว่าเป็นกลุ่มที่ยึดมั่นอย่างจริงจังกับอัล กุรอานและอัล หะดีษ และเป็นกลุ่มที่ปกป้องแนวความคิดของอะหมัด อิบนุ หันบัล ( อีม่ามหันบาลี ) ที่ได้ให้ความสำคัญต่อวัหยูมากกว่าเหตุผล กลุ่มของอัล อัชอารีได้กล่าวโจมตีกลุ่มมุอตะสิละฮที่เชื่อว่าการค้นหาความจริงแท้ต้องมาจากเหตุผล ในทัศนะของอัล อัชอารีความรู้ต้องมาจากวัหยูเท่านั้น ทัศนะที่แข็งกร้าวระหว่างอัล อัชอารีและกลุ่มมุอตะสิละฮต่อมาได้รับการคี่คลาย ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการประนีประนอมระหว่างทั้งสองทัศนะนี้คือ อิมาม อัล เฆาะสาลี ท่านมีทัศนะเป็นกลาง และได้จัดระดับของความรู้ดังต่อไปนี้

1. ความรู้ของคนทั่วไป เป็นความรู้ที่ได้มาจากประสาทสัมผัสหรือประสบการณ์ และจากการบอกเล่าของผู้รู้

2. ความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ความรู้ประเภทนี้เป็นความรู้เชิงวิทยาศาสตร์โดยไม่ยอมรับว่า สิ่งนั้นถูกต้อง นอกจากได้หาข้อพิสูจน์โดยสมเหตุสมผล

3. ความรู้ที่ลี้ลับ เป็นความรู้ที่จะบรรลุได้โดยการฝึกฝนที่ยาวนาน และสิ้นสุดลงเมื่อค้นพบความจริง (Rizavi, 1986 : 69-70)

กลับด้านบน

 

อิควาน อัล - เศาะฟาอ (Ikwan al Safa') หรือภราดรผู้บริสุทธิ์ กลุ่มนี้เป็นนักปราชญ์ที่ถือกำเนิดที่บัศเราะฮกลางฮิจญเราะฮศตวรรษที่ 4 ประมาณ ฮ . ศ . 340/951 ชื่อเต็มของกลุ่มนี้คือ อิควาน อัล - เศาะฟาอ วะ คุลลาน อัล วะฟา วะ อัฮล อัล หัมด วะ อับนาอ อัล มัญด (Ikhwan al Safa' wa khullan al Wafa wa Ahl al Hamd wa Abna al Majd) เป็นที่กล่าวกันว่ากลุ่มของอิควาน อัล - เศาะฟาอนี้ประกอบด้วย อบู ซุไลมาน (Abu Sulaiman) มุฮัมหมัด อัล บุซฏี (Muhammad al Busti) อบู อัล หะซัน อะลี อัล - สันญานี (Abu al Hasan Ali al Zanjani) อบู อะหมัด อะลี อัล มะหเราะญานี (Abu Ahmad al Mahrajani) อัล เอาฟี (al Awfi) (Sharif, 1989 : 289) ผู้นำของกลุ่มนี้คือ สัยด อิบนุ ริฟาอะฮ (Zayd Ibnu Rifa ah) อิควาน อัล - เศาะฟาอ เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มมุอตะสิละฮ ที่พยายามจะวางศาสนาให้อยู่บนพื้นฐานของเหตุผล ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับอิทธิพลมาจากปรัชญากรีก ที่ผสมผสานระหว่างแนวคิดของเพลโต ฟิธากอรัสและอริสโตเติล บทความดังกล่าวเป็นที่รู้จักในนาม “ เราะซาอิล ” (Rasa il) (Qadir, 1988 : 54 ; Narongraksakhet, 1994 : 7)

ทฤษฎีความรู้ของอิควาน อัล – เศาะฟาอ

กลุ่มอิควาน อัล - เศาะฟาอมีทัศนะเช่นเดียวกับกลุ่มมุอตะสิละฮที่เชื่อว่ามนุษย์เกิดมาว่างเปล่าไม่มีความรู้ใด ๆ ความรู้จะได้มาก็โดยการแสวงหา คนเราจะมีความรู้มากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถและความพยายามของแต่ละคน (Rizavi, 1986 : 73)

กลุ่มนี้มีทัศนะว่าการแสวงหาความรู้นั้นมีอยู่สามวิธี คือ (1) โดยการประทาน (2) โดยการหยั่งรู้และการใช้เหตุผล (3) โดยทางประสาทสัมผัส (Sharif, 1989 : 292; Rizavi, 1986 : 30) กลุ่มนี้เชื่อว่าความรู้ที่ได้มาจากประสาทสัมผัสนั้น จะทำให้จิตวิญญาณของมนุษย์ได้คุ้นเคยกับสิ่งที่อยู่ภายใต้จิตวิญญาณ ซึ่งจะนำไปสู่การใช้เหตุผลหรือสัญชาตญาณ แต่การได้มาซึ่งความรู้ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน เพราะการมีเหตุผลของมนุษย์นั้นมีข้อจำกัด นอกจากนั้นกลุ่มนี้ยังเชื่อว่าการปฏิเสธโลกนี้ และการกระทำที่ดีงามสามารถที่จะยกระดับจิตวิญญาณทีละน้อย จนสามารถทำให้เขาบรรลุซึ่งความรู้ที่สูงสุดและบริสุทธิ์ (Rizavi, 1986 : 74)

เกี่ยวกับการจำแนกศาสตร์ต่าง กลุ่มนี้ได้จำแนกศาสตร์ออกเป็นสามประเภท คือ

1. คณิตศาสตร์ ได้แก่ วิชาเลขคณิต ดาราศาสตร์

2. ฟิสิกส์ ได้แก่ ชีววิทยา ดนตรีฯ

3. อภิปรัชญา ได้แก่ วิชาเอกภาพ ตรรกวิทยา ฯ (Sharif, 1989 : 91)

ส่วนระดับของความรู้ อิควาน อัล - เศาะฟาอได้จำแนกความรู้ต่าง ๆ เป็นสามระดับ

1. ระดับต้น ได้แก่ วิชาการเขียน การอ่านภาษาอาหรับ กวีนิพนธ์ เป็นต้น

2. ศาสนา ได้แก่ วิชากุรอาน หะดีษ ประวัติศาสตร์ของท่านศาสดา เป็นต้น

3. ปรัชญา หรือ ข้อเท็จจริง ได้แก่ วิชาโหราศาสตร์ คณิตศาสตร์ ดนตรี อภิปรัชญา จักรวาลวิทยา (Ashraf, 1985 : 30)

 

แนวคิดทางการศึกษาของอิควาน อัล - เศาะฟาอ

ทฤษฎีทางการศึกษาของกลุ่มนี้วางอยู่บนพื้นฐานแนวความคิดของกรีก ที่เชื่อว่าเด็กที่เกิดมานั้นล้วนบริสุทธิ์ไม่มีความรู้อะไรเลย ดังนั้นครูผู้สอนจึงไม่ควรบรรจุแนวความคิดของตนในสมองของเด็ก ๆ แต่ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้สติปัญญาของตน กลุ่มนี้ได้กล่าวถึงพัฒนาการทางด้านความรู้ว่า เมื่อเด็กอายุได้หนึ่งปี เด็กก็จะรับเอาแนวคิดและความรู้สึกของสังคมแวดล้อมอย่างอัตโนมัติ จากนั้นก็จะเริ่มเลียนแบบคนรอบ ๆ ตัว และเมื่อเป็นผู้ใหญ่พวกเขาก็จะปฏิบัติตัวดังเช่นบรรพบุรุษของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรพบุรุษผู้ซึ่งเคยประสบความสำเร็จหรือมีอำนาจเป็นต้น กลุ่มนี้เชื่ออีกว่าเด็ก ๆ จะเลียนแบบครูและพ่อแม่ ดังนั้นทั้งครูและพ่อแม่ควรปฏิบัติตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับพวกเขาเหล่านั้น (Narongraksakhet 1994 : 9)

กลับด้านบน

 

อัล กินดี ชื่อจริง ยะอกูบ อิบนุ อิซหาก (Ya' qub ibnu Ishaq) เกิดเมื่อปีฮิจเราะฮที่ 185 และเสียชีวิตราว ๆ ปี ฮ . ศ . 252 – 256 ค . ศ . 801 – 866 – 870 ท่านมาจากเผ่ากินดะฮ และมีเชื้อสายจากอิบนุ กอยซ อัล กินดีมีชีวิตอยู่ในสมัยของเคาะลีฟะฮมะอมูน มุอตะซิมและอะหมัดลูกของเคาะลีฟะฮมุอตะซิม ท่านเกิดที่เมืองบัศเราะฮ ( อิรัก ) ด้วยสติปัญญาที่หลักแหลมท่านจึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “ นักปรัชญาอาหรับ ” (Watt, 1992 : 7 ; Acheh, 1978 : 49; หะซัน 1979 : 381) ท่านได้เริ่มศึกษาวิชาปรัชญาอย่างเป็นระบบครั้งแรกในกรุงแบกแดด ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางแห่งศิลปวิทยาการในสมัยอับบาซียะฮ ต่อมาท่านได้ถ่ายทอดผลงานทางปรัชญาของท่านมาเป็นภาษาอาหรับ จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นผลงานทางปรัชญาของกรีกสำหรับชาวมุสลิม ด้วยเหตุผลดังกล่าว ท่านจึงได้รับการขนานนามว่าเป็นนักปรัชญาแห่งอาหรับดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ครอบครัวของอัล กินดีปฏิบัติราชการกับเคาะลีฟะฮ และท่านเองก็เป็นคนหนึ่งที่รับราชการปฏิบัติงานอยู่กับเคาะลีฟะฮ ในสมัยเคาะลีฟะฮมุอตะซิม (833-24 ค . ศ .) อัล กินดีเป็นครูให้แก่บุตรของเคาะลีฟะฮ ต่อมาเมื่อถึงยุครุ่งเรืองของแนวคิดมุอตะสิละฮ ท่านได้มีโอกาสรวบรวมตำรับตำราจำนวนมหาศาสตไว้ในห้องสมุดของท่าน และได้ทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม ณ ห้องสมุดแห่งนี้ อัล กินดี ได้เปิดประตูต้อนรับผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ของกรีก และต่อมาอัล กินดีเองก็กลายเป็นบุคคลสำคัญที่เผยแพร่ความรู้ของกรีกให้แก่บรรดามุสลิม แนวคิดทางปรัชญาของอัล กินดีนั้นได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดของกลุ่มนีโอเพลโตนิก (Neoplatonic) แม้ขณะที่ท่านศึกษาปรัชญาของอริสโตเติลท่านยังใช้มุมมองของกลุ่มนีโอเพลโตนิสม์ อัล กินดียอมรับว่าแนวคิดของกลุ่มนี้โอเพลโตนิสม์นี้มีสิ่งที่จะต้องปรับปรุงน้อยมาก อีกทั้งหลักการของแนวคิดกลุ่มนี้ที่ว่าด้วยเรื่องพระเจ้านั้นมีความคล้ายคลึงกับอัล กุรอาน (Watt, 1992 : 39)

ทฤษฎีความรู้ของ อัล กินดี

ริสาวี (Rizavi, 1986 : 74) ได้บรรยายถึงทฤษฎีทางความรู้ตามทัศนะของอัล กินดีว่า ทฤษฎีความรู้ของท่านจะเข้ากับหลักจริยศาสตร์และอภิปรัชญาแห่งความรู้สึกและจิตวิญญาณ ในทัศนะของอัล กินดีความรู้นั้นไม่ได้มาจากประสาทสัมผัสหรือเหตุผลเพียงอย่างเดียว แต่ความรู้จะได้มาจากการประนีประนอมระหว่างประสาทสัมผัสกับเหตุผล ประสาทสัมผัสจะทำให้เราได้รู้ถึงรูปร่างภายนอก ในขณะที่เหตุผลสามารถทำให้เรารู้ถึงธรรมชาติของมัน

อัล กินดียอมรับว่าความจริงแท้ได้ถูกประทานมายังศาสดาต่าง ๆ และความรู้ชนิดนี้ถือว่าเป็นความรู้ที่แท้จริง ท่านยังมีทัศนะอีกว่าปรัชญาและวัหยูที่ได้รับการประทานลงมานั้นไม่ได้ขัดแย้งกัน นอกจากนั้นปรัชญาสามารถที่จะพัฒนาให้สอดคล้องกับตัวของมันเองและสอดคล้องกับวัหยู (Watt, 1992 : 40) อย่างไรก็ตาม ท่านยอมรับว่าปรัชญานั้นมีข้อจำกัด และไม่สามารถที่จะแก้ไขหรือเข้าใจปัญหาบางอย่างได้ เช่น เรื่องราวเกี่ยวกับปาฏิหาริย์ (معجزات) เรื่องเกี่ยวกับนรกสวรรค์ หรือแม้กระทั่งเรื่องราวเกี่ยวกับวันปรโลก แต่วัหยูสามารถอธิบายให้เราเข้าใจถึงสิ่งเหล่านี้ได้ และวัหยูก็ถือเป็นความจริงแท้ที่ไม่มีความคลางแคลง

ยิ่งไปกว่านั้นอัล กินดียังมีทัศนะว่าวัหยูจะต้องอยู่เหนือเหตุผล โดยกล่าวว่าปรัชญานั้นวางอยู่บนพื้นฐานความรู้ของมนุษย์ มันจึงไม่สามารถที่จะอธิบายบางสิ่งที่อยู่เหนือความรู้ของมนุษย์ได้ ในขณะที่วัหยูสามารถกระทำได้ แม้อัล กินดีจะยอมรับความสำคัญของวัหยู แต่ท่านกลับให้ความสำคัญของเหตุผลเหนือกว่าวัหยูในเรื่องของจริยศาสตร์ (ethics) (Ashraf, 1985 : 31) สำหรับแหล่งที่มาของความรู้นั้นท่านมีทัศนะที่เป็นสากล เพราะครั้งหนึ่งท่านเคยกล่าวว่า

 

“ เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะให้การขอบคุณแก่ผู้ที่ให้ความรู้ แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม โดยที่เราไม่จำเป็นต้องถามถึงว่าใครเป็นผู้ให้ … และเราก็ไม่ควรละอายที่จะยอมรับความจริง … แล้วรับมันโดยไม่ต้องคำนึงว่ามันจะมาจากที่ใด แม้ว่าคนแปลกหน้าได้นำมาให้ก็ตาม สำหรับฉันแล้วผู้ซึ่งแสวงหาความจริง ก็ไม่มีสิ่งใดที่ประเสริฐยิ่งไปกว่าความจริงนั่นเอง ” ( อ้างจาก Walzar. 1962 : 27)

 

กลับด้านบน

 

อัล - รอสี ชื่อเต็มของท่านคือ อบู บักร มุฮัมหมัด อิบนุ สะกะรียา อัล - รอสี (Abu Bakr Muhammad Zakariya al Razi) เป็นที่รู้จักในซีกโลกตะวันตกว่า “Rhazes” กล่าวกันว่าท่านเกิดในปี ฮ . ศ .311/ ค . ศ .865 และเสียชีวิตในปี /923 หรือ 936 (Watt, 1992 : 40) ท่านได้ใช้ชีวิตในวัยเด็กของท่านที่เมืองรอยย (Rayy) ใกล้กับกรุงเตฮะรานในปัจจุบัน ท่านได้เริ่มศึกษาเล่าเรียนวิชาเวชกรรมศาสตร์ในกรุงแบกแดด เมื่ออายุได้ 13 ปีท่านก็กลายเป็นแพทย์และเป็นครูสอนอยู่ที่บ้านเกิดของท่านในเมืองรอยยและที่เมืองแบกแดด นอกจากนั้นท่านก็เคยเป็นผู้สอนอยู่ที่บริเวณทางทิศตะวันออกของพระราชวังเคาะลีฟะฮ

อัล - รอสีเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับวิชาการแพทย์มาก ดังที่ Dr. Max Meyerhof ได้กล่าวว่า

 

Rhazes was undoubtedly the greatest physician of the Islamic world and one of the great physician of all time”

“ ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่ารอสีคือแพทย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกมุสลิม และเป็นแพทย์ที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล ” ( อ้างจาก Siddik, 1994 : 157)

 

ทฤษฎีความรู้ของอัล - รอสี

อัล - รอสีได้เสียสละตัวเองในฐานะนักเล่นแร่แปรธาตุ (Alchemy) ซึ่งในทัศนะของท่านแล้ววิชาดังกล่าวคือศิลปะที่แท้จริง และท่านก็มีความเชื่อว่าศิลปะไม่สามารถที่จะแยกออกจากปรัชญา ซึ่งสิ่งทั้งหมดนี้ได้รับการปฏิบัติโดยพีธากอรัส ดีโมกรีตุส เพลโต อริสโตเติลและกาเลน (Deboer, 1983 : 78) ความจริงอัล - รอสีไม่เพียงแต่จะเป็นแพทย์ แต่ยังเป็นนักปรัชญาด้วย ในทัศนะของอัล - รอสีแล้วปรัชญาสามารถที่จะแทนที่ศาสนาได้อย่างเช่นที่เคยปฏิบัติโดยเพลโต

เพลโตเป็นนักปรัชญาที่อัล - รอสีชื่นชมและโปรดปรานเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้เองแนวคิดทางปรัชญาของท่านจึงได้รับอิทธิพลจากเพลโตมากกว่าแนวคิดของพิธากอรัสใหม่ หรือ นีโอเพลโตนิสม์ (Watt, 1992 : 41)

กลับด้านบน

 

อบู นัศร มุฮัมหมัด อิบนุ มุฮัมหมัด อิบนุ อาวสะลาฆ อัล ฟารอบี (Abu Nasr Muhammad Ibnu Muhammad Ibnu Tarkhan Ibnu Awsalakh al Farabi) ฮ . ศ .257/ ค . ศ .870-950 ในแหล่งข้อมูลเดิม อัล ฟารอบีจะเป็นที่รู้จักในนามของ “ อบู นัศร ” (Bakar, 1992 : 10) ส่วนในปัจจุบันหรือแหล่งข้อมูลใหม่ ๆ ท่านจะเป็นที่รู้จักกันในนาม “ อัล ฟารอบี ” ท่านถือกำเนิดที่วาซีจญ (Wasij) หมู่บ้านเล็ก ๆ ในอำเภอฟารอน ตั้งอยู่ในเมืองฟารอบ เนื่องจากท่านเป็นชาวเมืองฟารอบ ท่านจึงถูกเรียกว่า “ อัล ฟารอบี ” และชื่อนี้ก็เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป (Acheh, 1976 : 62)

อัล ฟารอบีได้ศึกษาวิชาตรรกวิทยาและวิชาปรัชญาที่กรุงแบกแดด เนื่องจากท่านเป็นผู้ที่เฉลียวฉลาดและปราดเปรื่อง ท่านก็เริ่มเป็นที่กล่าวขานกัน และกลายเป็นนักปรัชญาที่มีชื่อเสียงมากท่านหนึ่งผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักทั้งในบรรดามุสลิมและไม่ใช่มุสลิม จนได้รับการขนานนามว่า “ ครูคนที่สอง ” โดยครูคนแรกคืออริสโตเติล (Mus lehuddin, 1982 : 43 ; Acheh, 1976 : 60)

อัล ฟารอบีเป็นนักปรัชญาท่านหนึ่งที่พยายามจะประนีประนอมระหว่างปรัชญากับศาสนา แนวคิดทางปรัชญาของท่านได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของอริสโตเติล แต่งานเขียนของอัล ฟารอบีที่ว่าด้วยทฤษฎีทางการเมืองนั้นวางอยู่บนพื้นฐานผลงานของเพลโตที่ชื่อว่า Plato's Republic and Laws (Watt, 1992 : 69)

ทฤษฎีความรู้ของ อัล ฟารอบี

ในทัศนะของอัล ฟารอบี การศึกษาหาความรู้ถือเป็นสิ่งที่ประเสริฐยิ่ง เพราะมันจะนำมาซึ่งความสุข และความสุขนั้นก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนปรารถนา อัล ฟารอบีได้จำแนกศาสตร์ต่าง ๆ ตามทัศนะของอริสโตเติล โดยท่านได้จำแนกศาสตร์ต่างๆ เป็น 3 ประเภท (1) ศาสตร์แห่งทฤษฎี (2) ศาสตร์แห่งการปฏิบัติ (3) ศาสตร์แห่งผล และสำหรับท่านแล้วอภิปรัชญาเป็นสาขาวิชาที่สูงที่สุด (Ashraf, 1985 : 29)

เกี่ยวกับทฤษฎีความรู้ ท่านได้รับอิทธิพลจากอริสโตเติล โดยที่ท่านจะผูกพันธ์กับกระบวนการของความรู้มากกว่าธรรมชาติของความรู้ ในทัศนะของท่านความรู้สึกและประสาทสัมผัสเป็นแหล่งที่มาของความรู้ที่สำคัญ และจะนำไปสู่หลักการวิเคราะห์ทางตรรกวิทยา สำหรับท่านแล้วตรรกวิทยาเป็นศาสตร์ที่ต้องหาบทพิสูจน์ โดยจะเริ่มจากสิ่งที่เรารู้แล้วนำไปสู่สิ่งที่เราไม่รู้ (Rizavi, 1986 : 75)

อัล ฟารอบีได้ให้ความสำคัญกับปรัชญาเป็นอย่างยิ่ง และถือว่าศาสนานั้นมาจากการเลียนแบบปรัชญา ท่านได้มองถึงความสมบูรณ์ของการเป็นมนุษย์ว่า มนุษย์ที่สมบูรณ์คือมนุษย์ที่แสวงหาความรู้ และท่านยังมีทัศนะอีกว่าความรู้ที่ศาสนาได้สั่งสอนนั้นยังไม่เพียงพอ (Ashraf, 1985 : 31-32) แนวความคิดทางความรู้ของอัล ฟารอบีนั้นขัดแย้งกับแนวความคิดของอัล เฆาะสาลี เพราะอัล เฆาะสาลีได้ให้ความสำคัญต่อศาสนามากกว่าปรัชญา และให้ความสำคัญต่อวัหยูมากกว่าความรู้จากแหล่งอื่น ๆ อัล เฆาะสาลีในหนังสือตะฮาฟุต อัล ฟะลาซีฟะฮ (Tahafut al Falasifah) ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าประสาทสัมผัส เหตุผล และสติปัญญาไม่สามารถที่จะทำให้มนุษญ์บรรลุซึ่งความจริงแท้หากปราศจากวัหยูและจิตวิญญาณของมนุษย์ ( ดูรายละเอียดในหนังสือตะฮาฟุต อัล ฟะลาซีฟะฮโดยอิม่ามอัล เฆาะสาลี ) ในหนังสืออิหยา อุลูม อัล - ดีนอัลเฆาะสาลีได้แยกแยะว่า วัหยูและสติปัญญาเป็นแหล่งของความรู้ที่แตกต่างกัน ( รายละเอียดดูในหนังสือฮิฮยา อุลูม อัล - ดีน เรื่องที่ว่าด้วยความรู้ )

อัล ฟารอบีได้จำแนกศาสตร์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

•  ภาษาศาสตร์ ได้แก่ วิชาไวยกรณ์ หลักภาษา การสะกดคำ กวีนิพนธ์ฯ

•  ตรรกศาสตร์ ได้แก่ การจำแนก การให้คำนิยาม และการจัดลำดับความคิดฯ

•  วิชาพื้นฐาน ได้แก่ เลขคณิต ดนตรี เรขาคณิตฯ

•  ฟิสิกส์ และอภิปรัชญา

•  สังคมศาสตร์ ได้แก่ ศาสนบัญญัติ โวหาร (Ashraf, 1985 : 30)

จากการจำแนกศาสตร์ของอัล ฟารอบีนั้นไม่ได้ปรากฎวิชาอัล กุรอาน วิชาหะดีษและวิชากฎหมายอิสลาม ซึ่งทั้งสามวิชาดังกล่าวนี้ล้วนเป็นวิชาแกนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในอิสลาม ที่เป็นเช่นนี้อาจจะเป็นเพราะอัล ฟารอบีให้ความสำคัญต่อศาสตร์อื่นๆ มากกว่าศาสตร์ทางศาสนาและได้บรรจุศาสตร์ที่ว่าด้วยศาสนาอยู่ภายใต้วิชาอภิปรัชญา แม้ว่าอัล ฟารอบีจะให้ความสำคัญต่อวิชาอภิปรัชญา แต่ท่านก็ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อศาสตร์ทางศาสนาดังเช่นที่เคยปฏิบัติโดยท่านอิม่ามอัล เฆาะสาลี ที่ผู้เขียนกล่าวเช่นนี้เพราะ อัล ฟารอบีมีทัศนะว่าศาสนานั้นมาจากการเลียนแบบปรัชญาอย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

 

กลับด้านบน

 

มุฮัมหมัด อิบนุ ซะฮนูน ฮ . ศ . 262/ ชื่อจริงของท่าน คือ อบู อับดิลลาฮ มุฮัมหมัด อิบนุ อบี ซัยยิด ซะฮนูน (Abu Abdillah Muhammad Ibnu Abi Sayid Sahnun) เกิดที่กอยเราะวาน ท่านได้รับการศึกษาครั้งแรกที่กอยเราะวานอันเป็นศูนย์กลางของมัษฮับมาลิกีในสมัยนั้น วิชาที่ท่านศึกษาคือวิชาชะรีอะฮ ฟิกฮ หะดีษ และวิชาอื่น ๆ เมื่ออายุย่างก้าว 30 ปีท่านได้เดินทางไปประกอบพิธีหัจญที่ที่มหานครมักกะฮ ณ ที่นั่นท่านได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้และพบกับนักปราชญ์หลายท่าน เช่น อบู มุซอับ อิบนุ อบี บักร อัล - สุฮารี (Abu Musab Ibnu Abi Bakr al Zuhari) ฮ . ศ . 242 ( ส .) ผู้ซึ่งเป็นมุหัดดิษีนที่มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น หลังจากที่อิบนุ ซะฮนูนได้เดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ท่านก็กลับมายังกอยเราะวานอีกครั้ง และเปิดสอนศาสนามาจนกระทั่งท่านมีหะลาเกาะเป็นของตนเอง

อิบนุ ซะฮนูนถือเป็นนักการศึกษาท่านแรกที่มีทัศนะว่าการศึกษาคือศาสตร์สาขาหนึ่ง ผลงานทางการศึกษาของท่านคือ อะดับ อัล มุอัลลิมีน (Adab al Muallimin) ในหนังสือเล่มนี้ท่านได้กล่าวถึงสิ่งต่าง ๆ พอสรุปได้ดังนี้ :-

•  การสอนวิชา อัล กุรอาน

•  การปฏิบัติตัวที่เท่าเทียมกันต่อผู้เรียน

•  สิ่งที่ควรและไม่ควรปฏิบัติระหว่างการเรียนการสอน

•  จริยธรรมระหว่างการเรียนการสอน

•  การสำเร็จการศึกษา

•  การให้ของรางวัล

•  ข้อจำกัดของอิสรภาพของผู้เรียน

•  บทบาทและหน้าที่ของผู้สอนในการติดตามประเมินผลความก้าวหน้าของผู้เรียน

•  ค่าตอบแทนของผู้สอน

•  นโยบายการให้ยืมและการขอยืมหนังสือ (Ismail, 1994 : 1-2)

อิบนุ ซะฮนูนได้เสนอวิธีการสอนแบบครูเป็นศูนย์กลาง ( Teacher Center ) โดยระหว่างการเรียนการสอนนั้นครูจะต้องมีการเสริมแรงให้กับผู้เรียน นอกจากนั้นท่านได้กล่าวถึงสภาพของห้องเรียนที่อำนวยต่อการเรียนการสอนว่าควรจะเป็นอย่างไร ท่านได้เน้นถึงความเป็นครูที่สมบูรณ์ว่าครูต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้เรียนทั้งในและนอกห้องเรียน ภายนอกห้องเรียนครูจะต้องติดตามดูพฤติกรรมของผู้เรียนว่าเขาปฏิบัติตัวในสังคมอย่างไร นอกจากนั้นท่านยังกล่าวอีกว่าครูจะต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ปกครองของผู้เรียนด้วย

 

แนวคิดทางการศึกษาของอิบนุ ซะฮนูน

อิบนุ ซะฮนูนมีทัศนะว่าการศึกษานั้นควรเริ่มด้วยการศึกษา อัล กุรอาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่อายุยังน้อย เพราะสิ่งที่ได้เรียนมาจากอัล กุรอานจะแทรกซึมเข้าไปในร่างกาย และจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเลือดเนื้อเมื่อเขาโตขึ้น เกี่ยวกับวิชาต่าง ๆ ท่านเชื่อว่าวิชาดังกล่าวจะมีทั้งวิชาแกนและวิชาเลือก วิชาแกนได้แก่ อัล กุรอานและหะดีษ ส่วนวิชาเลือกได้แก่ ปรัชญา กวีนิพนธ์ ประวัติศาสตร์ของชนชาติอาหรับ วาทศิลป์ เลขคณิต จริยศาสตร์ เป็นต้น ในทัศนะของท่านแล้ววิชาอัล กุรอานและอัล หะดีษถือเป็นวิชาแกนที่ผู้เรียนทุกคนต้องเรียน หากใครไม่เรียนทั้งสองวิชานี้ เขาผู้นั้นก็จะไม่สำเร็จการศึกษา (Alavi, 1988 : 58)

เกี่ยวกับค่าตอบแทนท่านมีทัศนะว่าผู้สอนที่ได้รับค่าตอบแทนแล้ว ต้องไม่รับของขวัญจากผู้เรียน หรือใช้ประโยชน์จากผู้เรียนอีกเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับตนเอง ส่วนในเรื่องของการลงโทษนั้นท่านได้ตำหนิผู้สอนที่ลงโทษเด็กรุนแรงเกินเหตุ ท่านมีทัศนะว่าการลงโทษสามารถจะกระทำได้ในกรณีที่พ่อแม่ของเด็กยินยอม หากการลงโทษดังกล่าวเป็นการตีด้วยหวายก็ต้องไม่เกินสามครั้ง และไม่ใช่ตีที่ใบหน้าหรือหัว นอกจากนั้นการลงโทษทุกครั้งผู้สอนต้องกระทำเอง ห้ามมอบหมายให้ผู้เรียนหรือคนอื่น ๆ ลงโทษแทน และไม่ลงโทษเด็กโดยการให้อดอาหาร (Alavi, 1988 : 58-59)

กลับด้านบน

 

ท่านมีชื่อจริงว่า อบู อะหมัด บิน มูหัมมัด บิน ยะอกูบ ท่านเกิดที่เมืองรอยบในปี ค . ศ .932 และเสียชีวิตในปี ค . ศ .1030 บิดาของท่านทำงานอยู่กับผู้ครองประเทศ ท่านจึงมีโอกาสได้คลุกคลีกับขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่มีการศึกษา ในช่วงวัยหนุ่ม ท่านทำงานอยู่กับมุฮัลละบี (Muhallabi) วะสีรของราชวงศ์บุวัยฮิด เมื่อมุฮัลละบีเสียชีวิต ท่านก็ไปทำงานอยู่กับอิบนุ อัล อะมีดรัฐมนตรีของมุอีซ อัล - เดาะละฮ (Muiz al – Daulah) ที่เมืองรอยบ โดยทำหน้าที่เป็นบรรณารักษ์ในหอสมุดของอิบนุ อัล อะมีด ในช่วงปฏิบัติงานอยู่ในหอสมุดแห่งนี้ ท่านได้ใช้เวลาศึกษาหาความรู้ และต่อมาท่านได้ไปปฏิบัติงานกับอะฎูด อัล เดาะละฮ (Adud al-Daulah) ที่กรุงแบกแดด อิบนุ มิซกะวัยฮ สนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับวิชาประวัติศาสตร์ ปรัชญาและจริยศาสตร์ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้ประพันธ์หนังสือในสาขาวิชาดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

หนังสือทางปรัชญาที่มีชื่อเสียงของท่านคือ อัล ฟาวซ อัล อัศเฆาะร (Al Fauz al Asghar) ในหนังสือเล่มนี้ท่านได้อรรถาธิบายแนวคิดทางปรัชญาที่น่าสนใจ และแบ่งเนื้อหาของหนังสือเป็นสามตอนคือ การมีอยู่ของพระเจ้า วิญญาณและความเป็นศาสดา หนังสือเล่มนี้ถือเป็นความพยายามของอิบนุ มิซกะวัยฮที่จะประนีประนอมระหว่างหลักการอิสลามกับหลักปรัชญาของกรีก เพราะท่านเป็นนักปรัชญาท่านหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของเพลโต อริสโตเติล กาเลน เป็นต้น

 

ทฤษฎีความรู้ของอิบนุ มิซกะวัยฮ

ท่านได้อธิบายความรู้บนพื้นฐานแนวคิดเกี่ยวกับจิตวิญญาณ ท่านมีทัศนะว่าความจริงแท้จะได้มาโดยอาศัยเหตุผลโดยผ่านสติปัญญาของมนุษย์ ท่านยังถืออีกว่าความรู้คือพื้นฐานของพฤติกรรมและบุคลิกภาพที่ดีงาม และเป็นพื้นฐานของความดีทั้งมวล ดังนั้นการแสวงหาความรู้เป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์เป็นผู้ที่สมบูรณ์ ท่านมีทัศนะว่าวิญญาณจะทำให้มนุษย์ปฏิบัติในสิ่งที่ดีงาม แต่ร่างกายจะโน้มเอียงมนุษย์ไปยังสิ่งชั่วร้าย

 

แนวคิดทางการศึกษาของอิบนุ มิซกะวัยฮ

ท่านมีทัศนะว่าการศึกษาของเด็ก ๆ ควรเป็นดังต่อไปนี้

1. ควรสอนให้เด็กเดินสายกลาง

2. เด็กไม่ควรแต่งกายด้วยการแต่งกายที่มีสีฉูดฉาดหรือมีลวดลายมากเกินไป

3. ให้เด็กฝึกท่องหะดีษ และบทกวีที่ดี ๆ ให้หลีกเลี่ยงบทกวีที่ไร้สาระและบทกวีเกี่ยวกับความรัก

4. เด็ก ๆ ควรได้รับการยกย่องสำหรับการปฏิบัติในสิ่งที่ดีงาม

5. เริ่มฝึกเด็ก ๆ เกี่ยวกับมารยาทในการรับประทานอาหาร และการดูแลสุขภาพอนามัย

6. ฝึกอย่าให้เด็ก ๆ นอนมากจนเกินไป เพราะการนอนมากจนเกินไปจะทำให้สติปัญญาเฉื่อยชา

7. ไม่ควรฝึกให้เด็กเคยชินกับความหรูหรา

8. ฝึกให้เด็ก ๆ พูดแต่น้อย ๆ

9. ฝึกให้เด็กเป็นคนที่เข้มแข็ง

10. ฝึกให้เชื่อฟังพ่อแม่

อิบนุ มิซกะวัยฮ มีทัศนะว่า จริยธรรมมีความสำคัญมากสำหรับการศึกษาของเด็ก ๆ ท่านได้สรุปเกี่ยวกับบุคลิกภาพที่ดีงามของเด็ก ๆ ดังต่อไปนี้ (Alavi,1988,:34)

1. ควรฝึกเด็กให้ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย

2. ควรคบเพื่อนที่ดี หลีกเลี่ยงบทกวีที่ไร้สาระ

3. ฝึกมารยาทในการรับประทานอาหาร

4. ฝึกให้นอนแต่น้อย ๆ ไม่ควรนอนบนที่นอนที่หรูหรา

5. ควรสอนให้เด็กตระหนักว่าการลุ่มหลงในเงินทองเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ

อิบนุ มิซกะวัยฮ มีทัศนะดังกล่าวเพราะท่านเชื่อว่าเด็กที่เกิดมาไม่ใช่ดีหรือชั่วโดยกำเนิด แต่เด็ก ๆ จะเป็นผู้บริสุทธิ์

 

ทฤษฎีทางการศึกษาของอิบนุ มิซกะวัยฮ

ทฤษฎีทางการศึกษาของอิบนุ มิซกะวัยฮ วางอยู่บนพื้นฐานทฤษฎีทางการศึกษาของอริสโตเติล ท่านมีทัศนะว่าการศึกษาต้องอาศัยสติปัญญา ร่างกาย และคุณธรรมเพื่อผลิตมนุษย์ที่ประสบกับความสุขแห่งตน และความสุขที่แท้จริงอันเป็นนิรันดร์ การศึกษาจะต้องช่วยสนับสนุนรัฐ และการศึกษาเพื่อความสมบูรณ์ของร่างกายควรเริ่มก่อนการศึกษาทางจิตวิญญาณและสติปัญญา เนื่องจากท่านมีแนวคิดว่าเป้าหมายของชีวิตคือ การผสมผสานระหว่างความต้องการของมนุษย์กับความต้องการของพระเจ้า ดังนั้นการศึกษาเกี่ยวกับศาสนาจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพราะมันเป็นสิ่งที่จะช่วยให้มนุษย์บรรลุซึ่งความต้องการของตนเองและความต้องการของพระเจ้า เป้าหมายของการศึกษาศาสนาไม่เพียงแต่จะต่อต้านสิ่งที่ขัดกับหลักการศาสนา แต่จะสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน

กลับด้านบน

 

อัล กอบิซี มีชื่อจริงว่า อบู อัล หะซัน อะลี อิบนุ เคาะลัฟ อัล กอบิซี (Abu al Hasan Ali Ibnu Khalaf al Qabisi) ฮ . ศ . 324 – 403/935-1014 ในบางตำราบันทึกไว้ว่าชื่อจริงของท่านคือ อบู อัล หะซัน อะลี เคาะลัฟ อัล มุอัฟฟิรี อัล กอยเราะวานี (Abu al Hasan Ali Khalaf al Mu affiri al Qayrawani) ท่านเกิดที่กอยเราะวาน และเป็นที่รู้จักในนาม “ อัล กอบิซี ”

คำว่า “ อัล กอบิซี ” (al Qabisi) มาจากคำว่า “ กอบิซ ” (Qabis) เป็นชื่อของเมืองหนึ่งในตูนีเซีย ( อัล นะอมี , 1994 : 177) ท่านเริ่มศึกษาหาความรู้ที่กอยเราะวาน โดยศึกษาวิชาอัล กุรอาน อัล หะดีษ ฟิกฮ วิชาดังกล่าวนี้ล้วนเป็นวิชาพื้นฐานที่ผู้คนในสมัยนั้นต้องศึกษา อัล กอบิซีได้ศึกษาวิชาเหล่านี้กับนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงของกอยเราะวาน นักปราชญ์ที่มีอิทธิพลต่อแนวความคิดของท่านได้แก่ อบู มุฮัมหมัด อับดุลลอฮ อิบนุ มัซรูร อัน - นะญีบ (Abu Muhamad Abdullah Ibnu Masrur al Najib) อับดุลลอฮ อิบนุ มัซรูร อัล อะศอล (Adb Allah Ibnu Masrur Asal) อบู อัล หะซัน อะลี อัล อับดิ อัล - ดับบาฆ (Abu al Hasan Ali al Abdi al Dabbagh) อบู กอซิม สิยาต อิบนุ ยูนุซ อัล ยะหซาบี อัล ศอดรี (Abu Qasim Ziyad Ibnu Yunus al Yahsabi al Sadri) อับดุลลอฮ อบู มุฮัมหมัด อิบนุ อบี สัยด (Abdullah abu Muhammad Ibnu Abi Zaid) ( อัล - นะอมี , 1994 : 178)

อัล กอบิซีมีโรงเรียนเป็นของตนเอง เป็นโรงเรียนฟิกฮและหะดีษ ด้วยความรู้ที่ปราดเปรื่องท่านจึงสามารถดึงดูดผู้คนจากแว่นแคว้นต่าง ๆ ให้มาศึกษาในโรงเรียนแห่งนี้ สานุศิษย์ที่มีชื่อเสียงของท่านได้แก่ อบู อิมรอน อัล ฟะอซี (Abu Imran al Fa'si) อบู กอซิม อัล ละบีบี (Abu al Qasim al Labibi) อบู บักร อะฏีก อัล - ซุซี (Abu Bakr Atiq al Susi)

 

การจำแนกศาสตร์ตามทัศนะของอัล กอบิซี

อัล กอบิซีได้จำแนกศาสตร์ออกเป็นสองประเภท คือ

•  ศาสตร์ที่เป็นแกน

•  อัล กุรอาน

•  ฟิกฮ

•  อัคลาก

•  การเขียน สะกด อ่านอัล กุรอาน

2. ศาสตร์ที่ไม่ใช่แกน ได้แก่ ศาสตร์ต่าง ๆ ที่นอกเหนือไปจากวิชาแกน เช่น วิชาคณิตศาสตร์ กวีนิพนธ์ เป็นต้น

 

แนวคิดทางการศึกษาของอัล กอบิซี

อัล กอบิซีได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก ท่านได้กำหนดวัตถุประสงค์ของการศึกษาว่าต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อศาสนาและอัคลาก เพื่อศาสนาในที่นี้หมายถึงการศึกษาที่เน้นให้ผู้เรียนยึดมั่นในหลักศาสนา ส่วนวัตถุประสงค์เพื่ออัคลากนั้นหมายถึงการปลูกฝังบุคลิกนิสัยที่ดีงามตามทัศนะของอิสลาม ส่วนเรื่องสหศึกษาอัล กอบิซีมีทัศนะเช่นเดียวกับอะหมัด อิบนุ ซะฮนูน ท่านได้ตำหนิสหศึกษาที่ผู้เรียนทั้งชายและหญิงเรียนร่วมกัน เพราะการเรียนร่วมกันระหว่างเด็กชายและเด็กหญิงนั้นจะทำให้ผู้เรียนมีนิสัยที่ไม่ดี สำหรับเด็กสตรีท่านมีทัศนะว่า พวกเขาควรศึกษาวิชาอัล กุรอาน และวิชาศาสนา แต่ไม่ควรเรียนวิชากวีนิพนธ์ เพราะการเรียนวิชาดังกล่าวจะมีผลเสียมากกว่าผลดี นอกจากนั้น อัล กอบิซียังมีทัศนะอีกว่าผู้สอนจะต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม มีความรู้และมีทักษะในการที่จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้

สำหรับทัศนะเกี่ยวกับค่าตอบแทนในการสอน ท่านมีทัศนะที่คล้ายกับอิบนุ คอลดูน คือ ผู้สอนสามารถเอาค่าตอบแทนได้ โดยท่านให้เหตุผลว่า หากการเรียนการสอนศาสนาปฏิบัติกันด้วยความสมัครใจย่อมจะส่งผลลัพธ์ที่ไม่ดีต่อเด็ก เพราะผู้ที่พร้อมจะสอนเด็ก ๆ ด้วยความสมัครใจนั้นมีน้อยมาก หากรอก็จะทำให้เสียเวลา ( อัล นะอมี , 1994 : 209) เราจะเห็นว่าทัศนะของ อัล กอบิซีในเรื่องของค่าตอบแทนแตกต่างกับทัศนะของอัล เฆาะสาลี อัล เฆาะสาลีมีทัศนะว่า ในการสอนวิชาศาสนานั้นผู้สอนไม่ควรเอาค่าจ้าง แต่อัล กอบิซีมีทัศนะกลับกันและกล่าวว่าผู้ที่ไม่สมควรเอาค่าตอบแทนในการสอนหลักการศาสนาคือ ท่านศาสดาและบรรดาเศาะหาบะฮ เพราะบุคคลเหล่านี้สอนศาสนาเพียงเพื่อความโปรดปรานจากอัลลอฮ นอกจากบุคคลเหล่านี้แล้ว เขาก็สามารถที่จะเอาค่าตอบแทนได้แม้ว่าวิชาที่สอนนั้นเป็นวิชาอัล กุรอาน โดยท่านได้ยกหะดีษที่รายงานโดยอัล บุคอรีว่า

 

احق ما اخذتم عليه اجرا كتاب الله .

رواه البخاري

 

แปลว่า “ ที่ควรแก่การที่จะเอาค่าจ้างจากมัน คือ กิตาบของอัลลอฮ ”

รายงานโดยบุคอรี

กลับด้านบน

 

 

อบู อะลี อัล หุซัยน อิบนุ อับดุลลอฮ อิบนุ ซีนา (Abu Ali al Husayn Ibnu Abd Allah Ibnu Sina) ฮ . ศ .370-429 /980-1037 ชาวตะวันตกรู้จักในนาม “Avicenna” ท่านเกิดที่เอฟเชน (Efshen) ใกล้ ๆ กับบุคอรอ ชีวิตของท่านเต็มไปด้วยการเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ท่านเป็นนักปราชญ์ที่มีความรู้ในหลายสาขาวิชา เช่น ตรรกวิทยา คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ อภิปรัชญา และเวชกรรมศาสตร์ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็น เชค อัล เราะอีซ (Sheik al Rais) (Muslehuddin, 1982 : 45) รอบ เอน มาลิก (Malik, 1983 : 67) กล่าวถึงอิบนุ ซีนาว่าท่านดูเหมือนจะเป็นมุสลิมเพียงคนเดียที่ได้เรียนรู้วิชาการต่าง ๆ เมื่อครั้งอายุได้ 18 ปี อิบนุซีนาได้รับการย่กย่องมากในซีกโลกตะวันออกและตะวันตก แต่แนวคิดของท่านกลับได้รับการต่อต้านอย่างจริงจังจากอิมาม เฆาะสาลีในหนังสือชื่อ “ ตะฮาฟุต อัล ฟะลาซิฟะฮ์ ” (Tahafut al Falasifah) (al Ghazali, 1993 : 5,9)

ทฤษฎีความรู้ของอิบนุ ซีนา

ท่านมีทัศนะว่า การแสวงหาความรู้อย่างสม่ำเสมอนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น และเชื่อว่ามนุษย์จะบรรลุซึ่งความรู้ได้จากสองทาง (1) ทางประสาทสัมผัส (2) ทางเหตุผล อิบนุ ซีนาได้แบ่งประสาทสัมผัสเป็น 2 ประเภท (1) ประสาทสัมผัสภายใน (2) ประสาทสัมผัสภายนอก ประสาทสัมผัสภายนอกคือประสาทสัมผัสทั้งห้า ในขณะที่ประสาทสัมผัสภายในได้รวมถึงความรู้สึกและจินตนาการ ประสาทสัมผัสภายในสามารถที่จะพัฒนาและยกระดับเหตุผลของมนุษย์สู่การใช้เหตุผลเสมือนมลาอิกะฮและศาสดา อีกทางหนึ่งที่มนุษย์สามารถจะบรรลุซึ่งความจริงโดยไม่ต้องผ่านประสาทสัมผัสทั้งภายนอกและภายในคือ สติปัญญาที่ตื่นตัว ในทัศนะของอิบนุ ซีนา สติปัญญาที่ตื่นตัวคือเครื่องมือที่จะได้มาซึ่งความรู้ที่แท้จริง และมนุษย์จะไม่บรรลุซึ่งความจริงแท้หากปราศจากสติปัญญาที่ตื่นตัว (Rizavi, 1986 : 76)

 

แนวคิดทางการศึกษาของอิบนุ ซีนา

อิบนุ ซีนาได้ให้ความสำคัญกับการฝึกฝนเด็กในขณะที่พวกเขาอายุยังน้อย และการฝึกฝนดังกล่าวเป็นหน้าที่ของผู้ที่เป็นบิดามารดา เขาทั้งสองจำเป็นที่จะต้องตั้งชื่อและให้การดูแลที่ดีแก่ลูก ๆ ของพวกเขา สำหรับการฝึกฝนเด็ก ๆ อิบนุ ซีนาได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน

•  การปลูกฝังนิสัยที่ดีแก่เด็ก ๆ ก่อนที่เขาจะถูกครอบงำจากการกระทำที่ชั่วร้าย

•  ฝึกฝนให้เด็กมีสติปัญญาที่เฉลียวฉลาด (Rizavi, 1986 : 76)

เกี่ยวกับการปลูกฝังนิสัยที่ดีแก่เด็ก ๆ นั้น อิบนุ ซีนาไม่เห็นด้วยกับการลงโทษที่รุนแรง เพราะถือว่าการลงโทษที่รุนแรงจะทำให้เด็กหนีห่างมากกว่าที่จะเป็นเรื่องสร้าง สรรค์ (Rizavi , 1986 : 101) อย่างไรก็ตาม ท่านไม่ได้ปฏิเสธการลงโทษอย่างสิ้นเชิง แต่การลงโทษควรปฏิบัติในกรณีที่เด็กทำความผิดที่รุนแรง

ส่วนการฝึกฝนทางสติปัญญา ท่านเชื่อว่าการฝึกฝนทางสติปัญญาจะเริ่มปฏิบัติได้เมื่อร่างกายของเด็กเริ่มแข็งแรง เริ่มพูดได้ดีและพร้อมที่จะรับการสั่งสอน (Rizavi, 1986 : 102) ท่านเชื่ออีกว่าการฝึกฝนทางสติปัญญาควรเริ่มด้วยการศึกษาอัล กุรอาน นอกจากนี้ก็ควรศึกษาภาษาอาหรับ หลักการทางศาสนาและกวีนิพนธ์อาหรับ การปลูกฝังนิสัยที่ดีให้แก่เด็กเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถจะพัฒนาสติปัญญาของเด็กได้ในโอกาสต่อไป ดังนั้นท่านจึงได้แนะนำให้เด็กๆ ท่องจำอายะฮต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งท่องจำกวีนิพนธ์อาหรับก็สามารถที่จะลับสติปัญญาของเด็กได้เป็นอย่างดี เพราะการท่องจำสิ่งเหล่านี้สามารถทำให้การจำของมนุษย์ได้รับการพัฒนา (Rizavi , 1986 : 102)

อิบนุ ซีนาเชื่อว่าเมื่อเด็กสำเร็จการศึกษาในระดับเบื้องต้นแล้ว เด็ก ๆ ก็ควรเลือกเรียนวิชาการต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับความถนัดของตน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้สอนที่จะต้องศึกษาเกี่ยวกับความสามารถและความถนัดของเด็ก ๆ เพื่อชี้ให้พวกเขาเห็นว่าตนควรจะศึกษาในสาขาวิชาอะไรต่อไป ในกรณีที่เด็กไม่ประสบผลสำเร็จในการเรียนบางวิชา เขาเหล่านั้นก็ควรที่จะเปลี่ยนไปเรียนวิชาอื่น เพราะบางครั้งเด็ก ๆ เหล่านั้นอาจจะประสบความสำเร็จในวิชาใหม่นี้ก็ได้ (Shalaby, 1954 : 167-168)

เป้าหมายของการศึกษาในทัศนะของอิบนุ ซีนาคือ การนำประโยชน์จากความรู้มาใช้ในการดำเนินชีวิต (Rizavi, 1986 : 102) ดังนั้น อิบนุ ซีนาจึงมีความเห็นว่าการให้การศึกษาแก่เด็กนั้น ควรที่จะสอนให้เขาได้เรียนรู้ชีวิตของตนเอง และสอนให้เด็ก ๆ รู้จักพึ่งตนเอง ไม่ใช่มีชีวิตโดยการอาศัยผู้อื่น

กลับหน้าที่แล้วกลับหน้าแรก หน้าต่อไป   


โครงการศูนย์สารสนเทศอิสลามและอิสลามศึกษา ตามยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้
ด้วยความร่วมมือของจังหวัดปัตตานี และ วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
ผู้ดูแลระบบ : webmaster@fathoni.com
หน้าจอจะแสดงผลได้ดีที่ขนาด 800 x 600